คุณธรรมนำคน
สู่ความยั่งยืน
ดร.วรวุฒิ แสงเฟือง


รู้แบบพอเพียง
ผมเกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี คุณครูคนแรกของผมคือคุณพ่อ ท่านสอนผมโดยใช้ปรัชญา ความรู้คู่คุณธรรม ความทรงจำแรกที่ผมจำได้เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของผม คือ สมุดฝึกการอ่าน ก.ไก่ ข.ไข่ ที่คุณพ่อผมทำขึ้นมาเอง โดยใช้สมุดที่เค้าทิ้งแล้วนำกลับมาใช้อีกครั้ง ตัว ก.ไก่ ข.ไข่ คุณพ่อผมเขียนเอง ส่วนรูปภาพไก่ หรือภาพประกอบพยัญชนะตัวอื่นๆ ตัดมาจากหนังสือพิมพ์ นำมาติดกาวติดเป็นภาพประกอบกับ ตัว ก.ไก่ ที่คุณพ่อเขียนคุณพ่อทำทั้งเล่มจนถึง ฮ.นกฮูก ตาโต ครับ แล้วก็จะมี ตัวสระ ตัวเลข เสียดายที่สมุดเล่มนั้นสลายไปกับกาลเวลา ไม่อย่างนั้นจะนำมาให้ชม คุณพ่อสอนผมอ่านด้วยตัวเอง การอ่านหนังสือที่คุณพ่อทำให้นั้น ผมว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องความพอเพียงในครอบครัวของผม ส่วนการอ่านหนังสือกับคุณพ่อนั้น ผมก็ว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้ทั้งมวลที่ผมได้มาความทรงจำอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมชอบการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจก็คือคุณแม่เพราะเวลาว่างจากการทำงานบ้าน ผมก็เห็นคุณแม่อ่านหนังสือมาตลอด ไม่ได้ซื้อมาอ่านหรอกครับ ยืมมาจากห้องสมุดประชาชน นอกจากนี้ คุณพ่อยังมีนโยบาย ๒๐ บาทต่อเดือน ให้ซื้อหนังสือเข้าบ้าน สมัยนั้นนิทานอีสป เล่มละ ๑ บาท ผมจึงเลือกแต่นิทานอีสปครับ เพราะได้หลายเล่ม จำนวนเงินเพิ่มขึ้นตามระดับชั้น นโยบายนี้สิ้นสุดตอนผมขึ้นชั้น ม.๑ เพราะต้องไปอยู่โรงเรียนประจำ ลืมบอกไป ผมเรียนระดับอนุบาลและประถมศึกษาที่โรงเรียนอนุบาลกาญจนบุรี (รุ่นที่ ๔) และระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม (รุ่นที่ ๒๐)

คุณธรรมเป้าหมาย
คุณธรรมที่ผมได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อตั้งแต่เล็กๆ เลย คือ เรื่อง วินัย สัจจะ และซื่อสัตย์ ผมจำได้ว่า วินัยที่คุณพ่อปลูกฝังให้นั้นท่านจะปลูกฝังผ่านเรื่องมารยาท เช่น มารยาทในการพูด คือ ไม่ให้พูดแทรกขณะที่ผู้ใหญ่คุยกัน รวมทั้งไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย พูดประชดประชัน มารยาทในการไหว้ มารยาทในการเดินผ่านผู้ใหญ่ การวางของใช้ให้เป็นระเบียบ เก็บของเล่นทุกครั้งที่เล่นเสร็จเอาไปวางไว้ที่มุมของตัวเอง การจัดเก็บหนังสือที่อ่านเสร็จแล้ว การจัดตารางเรียน การเก็บที่นอน การพับผ้าห่ม การพับเสื้อผ้า ท่านละเอียดถึงการตากผ้าขี้ริ้วที่ใช้เสร็จแล้ว เหล่านี้เป็นต้น ส่วนสัจจะนั้นจะถูกปลูกฝังผ่านข้อตกลงร่วมกันในบ้าน กฏกติกาของบ้าน เราคิดกันเองในครอบครัว เช่น ใครมีหน้าที่ล้างจาน กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักถุงเท้า รองเท้า วันนี้รับปากคุณพ่อว่าจะท่องสูตรคูณแม่สองให้คุณพ่อฟังเวลา ๑๙.๐๐ น. ก่อนถึงเวลานัดต้องมายืนรอแล้วครับ นัดต้องเป็นนัดห้ามผิดนัด นัดว่าจะท่องศัพท์ภาษาอังกฤษ ๑๐ คำ ก็ต้อง ๑๐ คำ นัดว่าวันนี้จะท่องพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ต้องท่อง ยังมีเบญจศีล เบญจธรรม คติธรรม สำนวนโวหาร คำพังเพย
คุณพ่อท่านจะมีอะไรเพิ่มเป็นโจทย์ใหม่ๆ มาทุกอาทิตย์แบบไม่ซ้ำเลยครับ ส่วนความซื่อสัตย์นั้น ผมถูกฝึกผ่านการใช้เงินกองกลางครับ เงินจะอยู่ข้างบนตู้เย็นในตระกร้า สองคนพี่น้องจะหยิบใช้ตามโค้วต้าของตนเองที่กำหนดไว้ครับ เงินที่บ้านไม่เคยหาย คำสอนที่คุณพ่อพูดอยู่บ่อยๆ ผมจำมาจนถึงทุกวันนี้ คือ “ลูกรัก เสื้อผ้าถึงจะเก่าแต่ถ้าสะอาดและมีกลิ่นหอมก็จะทำให้เราอยู่ในสังคมได้นะลูก” นั่นคือคำสอนที่คุณพ่อใช้เปรียบเทียบในเรื่องการใช้ชีวิตและการทำความดี

“แบบ” ดีกว่า “บอก”
คุณพ่อจะเน้นเป็นพิเศษ คือ เรื่องการเป็นแบบอย่างที่ดี มีอยู่ครั้งหนึ่งผมจำได้แม่น วันนั้นผมไปกับคุณพ่อเพื่อไปซื้อวัสดุอุปกรณ์เข้าสำนักงานของคุณพ่อ ผมยืนรออยู่ที่รถนอกร้าน แต่นึกขึ้นได้ว่าต้องซื้อกาวลาเท็กส์ ไปทำงานประดิษฐ์ จึงเดินเข้าไปในร้าน ผมได้ยินเจ้าของร้านเสนอส่วนลดให้คุณพ่อ แต่คุณพ่อได้ขอบคุณเขาและแจ้งกับเจ้าของร้านว่าไม่ประสงค์จะรับส่วนลดนั้น และแนะนำกลับไปว่าถ้าจะให้ดีก็เพิ่มวัสดุอุปกรณ์บริจาคให้ทางราชการได้ และวัสดุอุปกรณ์ให้นำไปส่งให้กรรมการตรวจรับที่สำนักงานคุณพ่อไม่ขอรับของไป เจ้าของร้านหัวเราะ ผมจำภาพนั้นได้ติดตาและจำเสียงนั้นได้ติดหู ส่วนคุณแม่จะเป็นฝ่ายสนับสนุนและยึดมั่นในข้อตกลงมากกว่าใครในบ้าน แบบอย่างของคุณแม่เห็นได้อย่างชัดเจนจากเรื่องหนังสือที่คุณแม่ยืมมา คุณแม่ส่งคืนตามเวลา และไม่เคยเอาหนังสือที่ยืมมาเป็นของส่วนตัว คุณแม่บอกว่ามีคนรออ่านเยอะถ้าเราไม่ไปคืนตามเวลาที่เขากำหนด คนที่เขารอยืมต่อก็จะไม่ได้อ่าน การเป็นตัวแบบที่ดีนี้ คุณพ่อฝึกผมด้วยการให้เป็นตัวอย่างของน้องในทุกๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการเรียนและความประพฤติ คุณพ่อจึงเน้นหนักเป็นพิเศษ ด้วยคำพูดที่กินใจผมเสมอ ว่า “พ่อเป็นลูกคนโตของปู่ ลูกเป็นลูกคนโตของพ่อ ตระกูลเราไม่มีอะไร ที่จะไปเทียบกับใครได้ นอกจากความซื่อสัตย์ ลูกต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ของวงศ์ตระกูล”

จากบ้านสู่เมือง
เมื่อนึกย้อนกลับไปก็พบว่าวันเวลาล่วงเลยมานานมากแล้วนะ ต้องขอบคุณ บก. ที่ทำให้ผมสามารถระลึกถึงความหลังเป็นตัวหนังสือได้ ทำให้ผมนึกถึงคำคมบทหนึ่งเค้าบอกว่า “ความทรงจำที่ดี รึจะสู้ตัวอักษรที่เลือนลาง” จากคุณธรรมเป้าหมายที่ถูกปลูกฝังในวัยเด็ก ผมคิดว่านั่นคือพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลมาจนถึงวัยทำงาน เมื่อผมทบทวนกลับไปก็พบว่ามีหลักปฏิบัติที่สำคัญคือผมใช้ยึดถือในการปฏิบัติราชการมาโดยตลอด ก็คือ การน้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฏิบัติ

“...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง
และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”
(พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๖
ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒)
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บทนี้ ก็มาจากการที่คุณพ่อได้มอบหมายให้ท่องจำมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ ทั้ง ส่งเสริมคนดี และ ควบคุมคนไม่ดี จึงเป็นหลักการที่ผมใช้เป็นหลักในการปฏิบัติราชการ

ระเบิดจากข้างใน
พ.ศ.๒๕๔๑ ผมได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในหลักสูตร การพัฒนาผู้นำตามรอยพระราชดำริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รุ่นที่ ๓ ของสถาบัน คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ผมได้เรียนรู้วิชาหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้ทราบว่า พระองค์ทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน ทรงตรัสว่า “การพัฒนาชนบทต้องระเบิดจากข้างในคือ การสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน” หลักการทรงงานเพียงแค่บทเดียวเท่านั้นครับทำให้วิถีชีวิตของผมเปลี่ยนไปทันที ผมเริ่มค้นคว้าอย่างหนักจนพบว่า ระเบิดจากข้างใน ต้องใช้ต้นทุนความดีเป็นตัวจุดระเบิด และองค์ประกอบของต้นทุนความดี ก็คือ คุณธรรม จริยธรรม

ระเบิดสีขาว
ผมจึงนำต้นทุนความดีมาสร้างใหม่ ตั้งชื่อว่า ระเบิดสีขาว กระบวนการทำงานของระเบิดสีขาว จะแบ่งเป็น ๓ ระยะ คือ ระยะที่ ๑ ค้นหาต้นทุนระยะที่ ๒ เข้าใจตัวตน ระยะที่ ๓ สู่ความยั่งยืน
ระยะที่ ๑ ค้นหาต้นทุนการค้นหาต้นทุนเป็นภาคทฤษฎี มีขั้นตอนในการค้นหาต้นทุนความดี๓ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑. กำหนดคุณธรรมเป้าหมาย ขั้นตอนที่ ๒. พัฒนาพฤติกรรมบ่งชี้ และ ขั้นตอนที่ ๓. สร้างกิจกรรมส่งเสริมความดี
ระยะที่ ๒ เข้าใจตัวตน การเข้าใจตัวตนเป็นขั้นตอนสำคัญเพราะเป็นขั้นปฏิบัติที่ใช้กิจกรรมส่งเสริมความดีเป็นฐานการเรียนรู้จิตของตัวเอง โดยใช้คำถาม ๓ ข้อ แบ่งเป็น ๓ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑.ประทับใจอะไร รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร ขั้นตอนที่ ๒. รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร นำไปใช้อย่างไร และ ขั้นตอนที่ ๓. รู้สึกอย่างไร เรียนรู้อะไร คุณธรรมที่ได้
ระยะที่ ๓ สู่ความยั่งยืนเป็นขั้นตอนการสังเคราะห์ตัวตนโดยการนำองค์ความรู้ที่ค้นพบจากการพัฒนาฐานการเรียนรู้จิตของตนเอง ย้อนกลับไปปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อเพิ่มคุณค่าในตัวตน และนำคุณค่านั้นสู่สังคมแบ่งเป็น ๓ ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ ๑. ถอดโครงร่าง ขั้นตอนที่ ๒. สร้างนวัตกรรมขั้นตอนที่ ๓. นำคุณค่าสู่สังคม

ลองของ
ผมโชคดีที่ได้ค้นคว้าและค้นพบ ระเบิดสีขาวแต่ยังไม่มีโอกาสได้ทดลองนำกระบวนการทำงานของระเบิดสีขาวไปใช้ อยู่ในขั้นมีความรู้แล้ว แต่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ก็เปล่าประโยชน์จนกระทั่งท่านอาจารย์ปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน สมัยนั้น ท่านให้โอกาสผมไปร่วมพัฒนาคุณธรรมให้กับโรงเรียนแห่งหนึ่ง ทำให้ผมมีโอกาสได้ทดลองใช้ระเบิดสีขาวครั้งแรกที่โรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ระเบิดสีขาวเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เกิด “บางมูลนากโมเดล” จากโรงเรียนผมนำไปทดลองใช้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชื่อ องค์การบริหารส่วนตำบลคำแคน อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ส่งผลให้เกิด “คำแคนโมเดล” จากท้องถิ่นผมได้ทดลองนำไปใช้ในโครงการของกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นโครงการที่มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ฝ่ายกิจการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ส่งผลให้ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เป็น “มหาวิทยาลัยตัวอย่างในการสร้างจิตสำนึกของนักศึกษากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา” โอกาสยังไม่หมดแค่นั้น ผมได้รับคำแนะนำจากท่านองคมนตรีนายแพทย์เกษม วัฒนชัย ให้เข้าไปช่วยพัฒนาโรงพยาบาลบางมูลนาก อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร จึงมีโอกาสได้ทดลองนำกระบวนการทำงานของระเบิดสีขาวไปใช้ในโรงพยาบาล ส่งผลให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า “โรงพยาบาลคุณภาพสู่โรงพยาบาลคุณธรรม” ยังไม่หมดแค่นั้นผมยังมีโอกาสนำกระบวนการทำงานของระเบิดสีขาวไปทดลองใช้ในการพัฒนาองค์กรต่างๆให้เป็นองค์กรคุณธรรมซึ่งมีทั้งโรงงาน โรงสี โรงไฟฟ้า ฯลฯ

แบบฝึกจริยธรรมขั้นพื้นฐาน
ผมมีโอกาสติดตามท่านองคมนตรี นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ไปที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชตะพานหิน อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ได้ฟังท่านองคมนตรีบรรยายเรื่องโรงพยาบาลคุณธรรม ตอนหนึ่งท่านองคมนตรีได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็กประจำปี ๒๕๓๐ ความว่า


“เด็กๆ นอกจากจะต้องเรียนความรู้แล้วยังต้องหัดทำการงานและทำความดีด้วย
เพราะการทำงานจะช่วยให้มีความสามารถมีความขยันอดทน พึ่งตนเองได้
และการทำดีนั้นจะช่วยให้มีความสุขความเจริญทั้งป้องกันตนไว้ไม่ให้ตกต่ำ”


นั่นคือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมคิดถึงการสร้างเครื่องมือที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาคุณธรรมอย่างยั่งยืน เพื่อเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตของชาติ ความโชคดียังแวะเวียนเข้ามาทักทายผมอีกครั้ง เมื่อผมได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการโรงเรียนคุณธรรมต้นแบบในเขตพระนคร เป็นโครงการร่วมระหว่างศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) บมจ.เทเวศประกันภัย และโรงเรียนวัดตรีทศเทพซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร อยู่ในเขตพระนคร ผมไม่รอช้านำระเบิดสีขาวมาปรับใช้ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา แต่เปลี่ยนเป็นกระบวนการพัฒนาทักษะทางการคิดด้านคุณธรรมแทนและเพิ่มการทดลองใช้แบบบันทึกความดีเป็นครั้งแรก จากนั้น สำนักงานเขตพระนคร และบมจ.เทเวศประกันภัย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ตกลงขยายผลโครงการโรงเรียนคุณธรรมในเขตพระนคร อีก ๑๑ แห่ง ผมจึงมีโอกาสได้พัฒนาจากแบบบันทึกความดีเป็นสมุดบันทึกความดี โดยผมนำความรู้เดิมในตอนเด็กๆ* คือ แบบบันทึกความดีของท่านเหลียวฝาน มาผสมกับหลักวิชาการที่เรียนมา คือ พฤติกรรมมนุษย์ ผสานกับประสบการณ์ในการทำงาน คือ สมุดบันทึกความดีที่เด็กๆใช้ตามโรงเรียนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแบบเช็คลิสต์และแบบไดอะรี่ และประสบการณ์จากการศึกษาดูงาน คือ สมุดบันทึกความดีของต่างประเทศ สุดท้ายผมได้สมุดบันทึกความดี แบบใหม่ ที่สอดคล้องตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่กล่าวมาข้างต้น โดยเพิ่มการพัฒนาทักษะชีวิตของเด็กๆ ให้ครบทุกด้าน เช่น การตระหนักรู้และเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น การคิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และแก้ปัญหา การจัดการอารมณ์ และความเครียด การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นและเพิ่มขีดสมรรถนะให้สมุดบันทึกความดีนี้ไปเพิ่มกระบวนการพัฒนาสมองทั้งสองซีกด้วยการวาด ระบายสี และการเขียน การลำดับเรื่องราว และสามารถนำมาใช้ในการวัดแววความสนใจใฝ่รู้ของเด็ก คือ หากเด็กได้บันทึกอย่างต่อเนื่องจะเห็นการพัฒนา IQ EQ และ MQ ของเด็ก นอกจากนี้ยังเพิ่มขีดความเอาใจใส่ของคุณครู และผู้ปกครอง ลงไปในสมุดบันทึกความดีนี้ด้วย สมุดบันทึกความดีต้นแบบได้นำไปทดลองใช้ที่โรงเรียนอนุบาลศุภลักษณ์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี และได้นำสมุดบันทึกความดีนี้มาใช้ในโครงการโรงเรียนคุณธรรมในเขตพระนคร ๑๑ แห่ง อย่างสมบูรณ์แบบ
*(ตอนเด็กๆ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ โอวาทสี่ท่านเหลียวฝาน เป็นหนังสือของคุณอาน้องคนสุดท้องของคุณพ่อ ในนั้นสอนคุณธรรมหลายอย่างแต่ที่ผมชอบมากที่สุด คือ การจดบันทึกความดี ผมทดลองจดบันทึกความดีและความไม่ดี ในแต่ละวัน ผมทำอยู่นานพอสมควร การทำความดีของผมก็เป็นการทำความดีทั่วๆ ไป เช่น ช่วยงานคุณพ่อ คุณแม่ น้อง เพื่อน คุณครู คนข้างบ้าน เป็นต้น โดยผมไม่รู้ว่าการทำแบบนั้น จะทำให้ผมมีแบบแผนพื้นฐานส่งผลมาถึงปัจจุบัน)

สู่ความยั่งยืน
ผมรับราชการมา ๑๕ ปี เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีก ๓ ปี เป็นเจ้าพนักงานของรัฐ อีก ๔ ปี รวมเวลาที่ผมอยู่ในระบบทั้งหมด ๒ ปี ผมพบว่า การเป็นคนตั้งใจทำงานที่อาศัยอยู่ในระบบมันทำให้มีวิธีคิดแบบจำกัด
ไม่สามารถลงมือทำงานได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงไปตามวิธีคิดของผู้บริหาร หาความยั่งยืนไม่ได้ ผมมุ่งเป้าที่จะลาออกจากระบบอย่างสิ้นเชิง ผมตั้งเป้าหมายชีวิตใหม่และตั้งปณิธานว่าจะขอ “ถวายชีวิตไว้รับใช้งานเป็นข้าเบื้องบทมาลย์จนวันตาย” ซึ่งเป็นคำปฏิญาณที่ผมร้องในโรงเรียน ภ.ป.ร.ราชวิทยาลัยมาตั้งแต่เด็กๆ ผมเริ่มค้นหาวิธีการเพื่อไปสู่เป้าหมายที่ผมตั้งไว้และพบว่า การทำงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับใช้ประเทศชาติ และรับใช้สังคม ตามกำลังความรู้ ตามกำลังความสามารถ และตามกำลังคุณธรรมของผม ตามที่ผมตั้งใจไว้สามารถทำผ่านโครงการร่วมกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนมูลนิธิฯต่างๆ ได้ในที่สุดผมตัดสินใจลงมือทำตามที่ผมตั้งเป้าหมายไว้ คือ ลาออกจากระบบมาเป็นราษฎรเต็มขั้น มาเป็นที่ปรึกษาโครงการโรงเรียนคุณธรรมในเขตพระนคร ให้กับ บมจ.เทเวศประกันภัยภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นวิทยากรกระบวนการพัฒนาองค์กรคุณธรรม ให้กับ มูลนิธิยุวสถิรคุณภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่มีท่านองคมนตรี นายแพทย์เกษม วัฒนชัย เป็นประธานมูลนิธิยุวสถิรคุณ และผมรับอาสาเข้ามาดำรงตำแหน่งรองประธานกรรมการมูลนิธิครอบครัวพอเพียง
ที่มีท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิครอบครัวพอเพียง ผู้ซึ่งนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรื่องระเบิดจากข้างในมาจุดประกายความคิดให้กับผม ผมคิดว่าในเวลาสำคัญอย่างนี้ องค์ทั้งสามแห่งที่ผมกล่าวมาข้างต้น คือ องค์กรสำคัญที่จะยกระดับคุณธรรมของเด็กและเยาวชน และจะทำให้กระบวนการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมตามอุดมการณ์ของผม สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเด็กไทยเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และมีความยั่งยืน

เรื่องเล่าจากอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์
สรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม


ในวัย ๖๘ ปี อดีตเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม ยังคงทำงานถ่ายทอดประสบการณ์ของตนอย่างต่อเนื่อง นอกจากเป็นประธานคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ประธานคณะกรรมการ และคณะกรรมการชุดย่อยของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอีกหลายแห่งแล้ว ยังทำหน้าที่ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยแม่โจ้ตลอดระยะเวลา ๑๒ ปี และในฐานะนักเขียนที่มีหนังสือและผลงานวิชาการให้ประชาชนโดยเฉพาะเยาวชนรุ่นหลังได้ค้นคว้าหาความรู้ อาทิ การวางแผนพัฒนาประเทศ (ตุลาคม ๒๕๕๔), แนวคิด “การพัฒนาประเทศ” (เมษายน ๒๕๔๙), เศรษฐกิจพอเพียง : พื้นฐานสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน, สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เมษายน ๒๕๔๔) และเล่มล่าสุด เรื่องเล่าจากอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ สรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม
หากกล่าวถึงเรื่องราวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งถือเป็นแนวทางหลักในการขับเคลื่อนประเทศขณะนี้ในยุครัฐบาล คสช. ก็ต้องย้อนกลับมาคุยกับอดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ท่านนี้อีกคำรบหนึ่ง เพราะนายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม ในสมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงร่วมกับคณะร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปรับใช้เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนประเทศ หรือเรียกสั้นๆ ว่า “แผนฯ ๙” ซึ่งมีทั้งอุปสรรคและประสบการณ์ดีร้ายมากมายซ่อนอยู่ในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม วันวานผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ประสบการณ์ยังคงอยู่และตกผลึกสู่ชนรุ่นหลังมิรู้วาย เรื่องราวในนิตยสาร IS AM ARE ครอบครัวพอเพียงฉบับนี้ ขอถือโอกาสถ่ายทอดประสบการณ์ส่วนหนึ่งจาก ๒๘ ปี ในการทำงานสภาพัฒน์ของ นายสรรเสริญ วงศ์ชะอุ่ม ให้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เติมเต็มความคิดท่านผู้อ่านต่อไป

ชีวิตวัยเด็กเป็นยังไงบ้าง ?
ผมเกิดโรงพยาบาลจุฬาฯ เป็นคนกรุงเทพฯ แท้ๆ สมัยเรียนเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (วิชาเอก : การเงินและการคลัง)
คุณพ่อผมเป็นคนแปดริ้ว เป็นตำรวจภูธร ดังนั้นคุณพ่อจะอยู่ต่างจังหวัดตลอด คุณแม่เป็นคนบางละมุง ชลบุรี ตอนเด็กๆ ผมอยู่กับคุณยายมาตลอดที่บางรัก กรุงเทพฯ สมัยเด็กๆ คุณยาย คุณตา เลี้ยงผมแล้วก็มีคุณน้าช่วยเลี้ยง ตอนอายุ ๕ ขวบไปเข้าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยแต่เข้าไม่ได้เพราะอายุไม่ถึง ต้องไปอยู่โรงเรียนผดุงดรุณี ๑ ปี ไปเรียนกับผู้หญิงหนึ่งปี (หัวเราะ) แต่ก็ไม่รู้เรื่องอะไรนะเรียนกับผู้หญิง แล้วพออีกปีก็ข้ามฟากมาเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เรียนตั้งแต่ ป.๑-ม.๘ เลย ถ้าถามถึงชีวิตตอนเด็กๆ ความจริงผมเป็นคนไม่เด่นดังนะ เรียนก็ปานกลางไม่ได้เก่ง เรียนมหาวิทยาลัยถือว่าปานกลาง เรียนก็จบ ๔ ปีครึ่งนะ

จบไม่ตรงกำหนดแสดงว่าเกเรรึเปล่า ?
ที่จบ ๔ ปีครึ่งที่ธรรมศาสตร์เพราะผมเป็นนักเทนนิสของมหาวิทยาลัย ผมเป็นประธานชมรมเทนนิสมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มา ๒ ปี เป็นหัวหน้าทีมมา ๒ ปี บางชั่วโมงเรียนผมลงไปเล่นเทนนิสตลอด มีวันหนึ่งอาจารย์ลงมาตามที่คอร์ท บอกเข้าห้องเรียนบ้างนะ ตอนนั้นเรียนคณะศิลปศาสตร์ปีที่ ๑ แล้วก็เรียนเศรษฐศาสตร์ต่ออีก ๓ ปีในสมัยนั้น โชคดีที่ยังได้ฟังบรรยายของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อาจจะเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้ฟัง เรื่องเทนนิสผมไม่ได้แชมป์อะไร ผมไม่ได้เก่งเลอเลิศ แต่ผมก็ได้เสื้อสามารถเพราะเป็นหัวหน้าทีม คือไม่ได้เก่งจริงๆ นะ (หัวเราะ) เราเป็นหัวหน้าทีมเราเลยพลอยได้ตามไปด้วย พอจบธรรมศาสตร์ผมไปเรียนต่อปริญญาโท M.B.A. (Business Econ.) University of Bridgeport, Conn., USA. วิชาเอก เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ
ผมเล่นเทนนิสมาตลอดแล้วก็ต้องมาหยุดตอนที่มาเป็นผู้บริหาร กีฬาทุกอย่างเลิกหมดเลย กอล์ฟก็เลิก จริงๆ กอล์ฟผมตีมาตั้งแต่ตอนอยู่ธรรมศาสตร์ เป็นนักกีฬามาตลอด เลยต้องหยุดเพราะมาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์

ดีกรีอเมริกาเริ่มทำงานตั้งแต่เงินเดือนเท่าไหร่ ?
พอจบจากอเมริกาแล้วก็มาอยู่สภาพัฒน์ตอนทำแผนฯ ๔ ทำงานตอนนั้นเงินเดือน ๑,๒๕๐ บาท สมัยนี้ใช้วันเดียวหมด (หัวเราะ) สมัยนั้นใช้ ๓ วันก็ไม่ต่างกันเลย อยู่ได้เพราะขอแม่ คุณแม่ยังต้องเลี้ยงมาจนโต เลี้ยงมาจนเป็นผู้บริหารสภาพัฒน์เลยดีกว่า สมัยผมเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์เงินเดือนประมาณสัก ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าจำไม่ผิดนะ สมัยนี้เป็นแสน ผมเป็นบอร์ดการบินไทยสมัยนั้นค่าประชุมบอร์ดประมาณ ๓,๐๐๐ บาท สมัยนี้น่าจะเป็นหมื่นนะ
การเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ใครว่าไม่หนักไม่น่าเป็นไปได้ ผมอยู่สภาพัฒน์มาทั้งหมด ๒๘ ปี ถ้าพูดแบบกว้างๆ ช่วง ๑๐ ปีแรกเริ่มจากเป็น ซี๔ เป็นชั้นโทในสมัยนั้นทำเรื่องเกี่ยวกับการพาณิชย์และการท่องเที่ยว ในช่วง ๑๐ ปีที่สองได้มาทำงานเกี่ยวข้องเรื่องคมนาคม ช่วงต่อมาหลังจาก ๑๐ ปีที่สองถึงได้มาเป็นผู้บริหาร เริ่มตั้งแต่เป็นผู้ช่วยเลขาธิการ รองเลขาธิการ แล้วมาเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ตอนทำแผนฯ ๙

แผนฯ ๙ ทำไมถึงใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมานำทางพัฒนาประเทศ ?
คือแผนฯ ๙ เป็นแผนฯ แรกและเป็นแผนฯ เดียวที่นำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นปรัชญานำทาง ในอดีตไม่มี ตั้งแต่แผนฯ ๑-๘ ไม่เคยเขียนลงมา แล้วตอนช่วงแผนฯ ๘ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นเลขาธิการ เกร็ดของแผนฯ นี้มีความรู้ที่สำคัญนะ แผนฯ ๑-๗ เป็นแผนฯ ที่ทำจากข้างบนลงล่าง จากกลุ่มคน พอมาแผนฯ ๔-๕ ก็เริ่มขยายข้างๆ บ้าง เริ่มเอาเอกชนมาปรึกษาบ้าง แต่ก็ยังให้ข้าราชการเขียนแผนฯ ก่อนเข้า ครม. แล้วก็ลงพระปรมาภิไธยก่อนประกาศเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตรงลงพระปรมาภิไธยก็ไม่มีกฎหมายนะ เป็นสิ่งที่เราทำเป็นประเพณี ทีนี้พอมาเป็นแผนฯ ๘ ดร.สุเมธก็มาดูแล้ว พูดง่ายๆ คือทั้งหมดในแผนฯ ที่ทำมานี้ถือว่าไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง เนื่องจากว่าทางด้านการเมืองจะเลือกนำไปใช้ประโยชน์ตามที่ต้องการ ฉะนั้นก็ไม่ได้เอามาเป็นตัวนำทางในการพัฒนา
ถ้าลองวิเคราะห์ลึกๆ แล้ว นโยบายรัฐบาลและการจัดสรรงบประมาณของประเทศ ไม่ได้อ้างอิงแผนฯ เสียทั้งหมด ทีนี้พอมาแผนฯ ๘ ท่านสุเมธก็มาเปลี่ยน ท่านเป็นนักรัฐศาสตร์ ท่านก็มาคิดกับกลุ่มคน บอกให้เราเปลี่ยนวิธีการเขียนแผนฯ ทำอย่างไรถึงจะเขียนให้มีประโยชน์ ทำเพื่อคน อยากจะทำจากข้างล่างขึ้นข้างบน ท่านก็เชิญคน ก็ไปปรึกษากับกลุ่มนักคิดทั้งหลาย อาจารย์จากมหาวิทยาลัย นักปราชญ์ของประเทศ ท่านไปประชุมที่มฤคทายวัน หัวหิน ได้หัวข้อว่า อยากให้สังคมไทยเป็นอย่างไร ก็เอาอันนี้มาจัดทำตามแผนฯ โดยฟังประชาชน หมายความว่า กลุ่มอาชีพต่างๆ หรือกลุ่มคน ศาสนา กลุ่มคนพิการ กลุ่มพ่อค้าประชาชน ก็เชิญฟังว่าเขาเห็นด้วยอย่างไร มีเกร็ดที่เป็นเทคนิคอันหนึ่งคือ ท่านเรียกประชุมที่ชะอำว่าแนวคิดแบบนี้เห็นด้วยไหม คนประมาณสองพันคนมาประชุมสัมมนาครึ่งวันแรกมีการพรีเซ็นเทชั่น ครึ่งวันที่สองให้ยกมือถาม ยกมือพูด

ใช้เทคนิคอะไรให้คนสองพันคนได้พูดแสดงความคิดเห็นทุกคน ?
ท่านสุเมธก็คิดขึ้นมา ตอนกินข้าวโต๊ะจีนก็นั่งโต๊ะละสิบคน พอกินเสร็จบอกไม่ให้ลุก เก็บจานอะไรเสร็จ เจ้าหน้าที่เราก็เข้าไปนั่งแทรกโต๊ะละสองคน แล้วทุกคนก็สัมมนากันพูดกันแล้วจดโน๊ตกันว่า คุณอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร คุณอยากจะให้ทำอะไร อาชีพไหนก็พูดเฉพาะของตัว ก็แปลว่าทุกคนได้พูดในการสัมมนา แล้วไม่มีสัมมนาไหนทำได้แบบนี้ แต่ถ้าให้ทุกคนนั่งเป็นร้อยๆ แล้วยกมือพูดไม่มีทาง อันนี้คนมาดูงานแล้วนำไปใช้เยอะนะ ตอนผมทำแผนฯ ๙ ผมก็ทำแบบนี้ ผมทำทุกจังหวัด แต่ของท่านสุเมธทำทุกภาค ก็ใช้มาจนทุกวันนี้ เป็นที่มาของการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ที่ผมอยากเล่าคือวิธีการซึ่งคนไม่รู้หรอก เพราะเนื้อหาแผนฯ ง่ายไปหาอ่านดู แต่วิธีการอย่างนี้ไม่มีใครบอก

ที่มาของแผนฯ ๙ เป็นยังไง ?
ช่วงแผนฯ ๘ ปี ๒๕๔๐-๒๕๔๔ เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ก็ต้องปรับแผนฯ ทันทีเพราะแผนฯ ๘ เดิมทีท่านสุเมธตั้งใจคือ ไม่อยากเน้นเศรษฐกิจเป็นหลัก อยากจะเน้นภาคสังคมเน้นคุณภาพคนให้ดี แต่ยังไม่ได้ก็ต้องกลับมาที่เดิม สมัยนั้น พลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องกลับมาพูดเรื่องเศรษฐกิจให้โตเท่าไหร่ ตรงนี้ยังติดอยู่ในสมองคนไทยหรือคนโลกสมัยปัจจุบัน ทุกอย่างต้องเป็นตัวเลขต้องเป็นเงิน จึงต้องปรับแผนฯ ก็เอาแผนฯ สำรองขึ้นมา เป็นที่มาของแผนฯ ๙
ทีนี้การทำแผนฯ ต้องเข้าใจว่าแผนฯ มีระยะ ๕ ปี เวลาทำต้องทำปีที่ ๓-๔ ของแผนฯ ก่อน เพื่อจะมาใช้ในปีต่อไป ตอนนั้นผมขึ้นมาเป็นเลขาธิการพอดีในปีที่ ๓ ของแผนฯ ๘ ก็เริ่มทำ
พอปี ๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสเกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง คนไม่ค่อยรู้คืออะไร แต่จริงๆ พระองค์ท่านมีพระราชดำริเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ นานมากแล้ว คือท่านตอกย้ำว่าคนต้องรู้จักพอ แต่จริงๆ หลักตรงนี้คือ โลภน้อย ต้องอยู่ให้พอดีตัว เราก็คิดว่าเราไปเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงมาดูสิว่าสามารถจะเป็นตัวนำในการพัฒนาได้ไหม สิ่งที่ฝ่ายผมทำคือดราฟท์เรื่องขึ้นมา อะไรที่พระองค์ท่านมีพระราชดำริที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องให้เครดิตทีมงานของสภาพัฒน์ที่ไปค้นคว้ามาได้ ขุดค้นมาจนเจอ แล้วก็ช่วยกันเขียนออกมา ตอนนั้นยังไม่ให้ชื่อว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตอนนั้นไม่มีชื่อ กระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายอย่างไร เอาความหมายออกมาตีแผ่ว่าออกมาเป็นปรัชญาได้อย่างไร เอามารวบรวม พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสตั้งแต่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าให้คนอยู่แบบพออยู่พอกิน แล้วทำสิ่งที่ตัวเองถนัดก่อน จนกระทั่งร้อยเรียงออกมาผูกเอาเรื่องเนื้อแท้ของเศรษฐกิจพอเพียง
จริงๆ แล้วนอกจากเรื่องความหมาย ยังมีเงื่อนไขสำคัญคือ มีความรู้คู่คุณธรรม อันนี้คือหัวใจ แล้วอันนี้จะสอดแทรกเรื่องคุณธรรมไว้เยอะ คือจะเป็นไปได้ต้องมีคุณธรรมนอกจากความรู้แล้ว เพราะความรู้สามารถเรียนทันกันหมดแต่ขาดคุณธรรมไม่ได้
อย่างรัชกาลที่ ๕ ท่านเคยพระราชนิพนธ์ไว้


ถึงสูงศักดิ์อัครฐานสักปานไหน...ถึงวิไลเลิศฟ้าสง่าศรี
ถึงเก่งกาจฉลาดกล้าปัญญาดี.....ถ้าไม่มี “คุณธรรม” ก็ต่ำคน


ก็เลยมาถึงแผนฯ ๙ เอาตัวนี้ใช้เป็นตัวหลัก งานก็ออกมา เวลาทำ ถามว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่า เกี่ยวข้องมากเลยนะ สภาพัฒน์ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหาร ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในทางเศรษฐกิจและสาขาอื่นๆ จำนวนหนึ่งมาร่วมกันประมวลและกลั่นกรองพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นข้อความที่กะทัดรัด มีความชัดเจน เพื่อเป็นกรอบในความคิดให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน และสามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยได้เรียบเรียงขึ้นเป็น “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๔๒ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาปรับปรุงแก้ไขพระราชทานและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สภาพัฒน์นำไปเผยแพร่แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนทั่วไปตามที่ขอพระมหากรุณาฯ เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๒

หลังจากที่เผยแพร่จากสภาพัฒน์ไป ทำไมคนเข้าใจว่าต้องกลับไปทำเกษตร ?
ผมว่าคนก็ยังไม่เข้าใจปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร ผมจึงเขียนอันนี้ขึ้นมา ความจริงคือวิถีชีวิตไม่ใช่เศรษฐกิจ ผมใช้คำว่า “เป็นทางเลือกในการดำเนินชีวิต” ไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อด้วยซ้ำไป ให้เป็นทางเลือกของเขาในการดำเนินชีวิต พระองค์ถึงต้องผูกความรู้คู่คุณธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญ แล้วอันนี้สับสนกับทฤษฎีใหม่ เนื่องจากว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ พระองค์ท่านก็มาเน้นเรื่องการทำเกษตร แล้วก็เผอิญพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงแล้วก็ยกตัวอย่างไปว่าทำให้พอดีสิ แล้วก็ไปทำทฤษฎีใหม่ พระองค์ท่านเริ่มจากที่ดิน ๑๕ ไร่ และการแบ่งส่วนการใช้ที่ดิน ตอนนี้คนก็สับสน พอเวลาพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนต้องไปทำไร่ทำนาแค่นั้นเอง ก็ไม่มีใครไปแก้ความคิดอันนั้นก็ปล่อย อันนี้ก็เป็นพื้นฐานความคิด

ปี ๔๐ ท่านพยายามผลักให้แผนฯ ๙ ออกมาเร็วที่สุด ?
แผนฯ ๙ เป็นแผนฯ ที่ผมภูมิใจ เพราะเป็นแผนเดียวที่ทำทันกำหนดเวลา แต่บังเอิญพอพร้อมก็ยังทำไม่ได้ เพราะเป็นการยากมากที่จะโน้มน้าวรัฐบาลในช่วงเวลานั้นให้เข้าใจและยอมรับหลักการและแนวทางของแผนฯ ผมต้องนำแผนฯ ไปที่รัฐบาลเพื่ออธิบาย แต่ก็ยากมากที่จะทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน แต่ถึงอย่างไร นโยบายรัฐบาลที่ออกมาหลังจากนั้น อาทิ ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ก็ดี โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคก็ดี อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวกับรากหญ้าก็ดี เป็นแนวคิดในทำนองเดียวกัน ใกล้ๆ กันกับแผนฯ

แผนฯ ๙ พยายามชูธงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างชัดเจน ?
ถูกต้อง จริงๆ เราชูธงเรื่องการทำให้คนมีสำนึกเรื่องความรู้กับคุณธรรม แล้วดำเนินชีวิตอย่างพอประมาณ ไม่ใช่ประหยัดอย่างเดียว ในชีวิตต้องมีคุณธรรม จริงๆ แล้วทางด้านนักปฏิบัติ นักการเมือง ทุกคนก็มุ่งที่จะเอาเงินลงไป แล้วการที่เราจะโชว์ไอเดียพวกนี้ให้เขาเข้าใจยากมาก ผมก็เลยนำเสนอว่า เราต้องออกแผนฯ นี้นะเพราะขั้นตอนคือต้องเอาไปเข้า ครม. แล้วนายกฯ ก็ต้องยอมรับ โดยประเพณีปฏิบัติต้องกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธย รัฐบาลในขณะนั้นผมรู้สึกว่าไม่ให้ความสำคัญกับแผนฯ มากนัก
สมัยก่อนนี้นโยบายทุกรัฐบาลต้องทำตามแผนฯ ที่เราทำไปผ่านกระบวนการของประชาชนมาแล้ว อย่างที่บอกเราทำทุกจังหวัด ของดร.สุเมธก็ทำทุกภาค ให้คนระดับล่างและผู้นำชุมชนต่างๆ ยอมรับปรัชญาฯ นี้ว่าเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการบริหาร เป็นที่มาของหัวใจแผนฯ ๙ คือการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งถือเป็นหลักสำคัญในแผนฯ นี้ คือทำจากข้างล่างให้เข้มแข็ง ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน ซึ่งจะเข้มแข็งไปเองตามลำดับ อันนี้คือแนวคิดโดยใช้หลักของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนเข้มแข็งก็มีแตกยอดไปอีกว่าทุกคนต้องมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนตัวเองนะ ทำแผนชุมชนขึ้นมา ดังนั้นก่อนจะทำอะไรทุกคนต้องเห็นด้วย เป็นหลักการที่มาของการมีส่วนร่วม
หลักเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คือทุกคนต้องพอใจ และก็ทำในกำลังที่ตนเองทำได้ ความพอดีความพอประมาณ พื้นฐานของความคิดนี้คือการมีจิตสำนึกที่ดีต่อส่วนรวม ซึ่งทุกวันนี้นักการเมืองขาดไป ดีจริง แต่ไม่มีจิตสำนึกที่ดี มีแต่ผลประโยชน์
โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เขาก็มาชมเชย เขาเขียนไว้เองเลยนะว่าเศรษฐกิจพอเพียงเอาไปใช้อะไรบ้าง ทำไมคนไทยไม่เขียนอย่างนี้ ต้องไปให้คนนอกเขียน แสดงว่าเขาเข้าใจ เห็นว่าประโยชน์ของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเอามาใช้พัฒนาประเทศได้

หลังจากที่ UNDP ยกย่องแล้วรัฐบาลไม่หนุนให้เป็นแก่นของประเทศ ?
แผนฯ ๙ นี้คือเครื่องมือในการพัฒนา แต่คนไม่รู้จักเครื่องมือในการใช้พัฒนาเพราะแผนฯ ยังไม่ค่อยเป็นรูปธรรม เราพยายามทำเรื่องชุมชนเข้มแข็ง เราทำเรื่องโรงเรียนคุณธรรม อันนี้พอเป็นรูปธรรมถึงจะเข้าใจ ภาคโรงเรียน ภาคชุมชน เป็นภาคที่ไม่ค่อยมีผลประโยชน์แอบแฝง เมื่อใช้หลักนี้มาบริหาร อย่างน้อยหลักการมีส่วนร่วมก็เป็นประชาธิปไตย ถ้าถามว่าแผนฯ นี้มีใครใช้เป็นเครื่องมืออย่างจริงจังไหม ถ้าครอบครัวไหนไม่ได้ก่อหนี้เยอะๆ ผมว่าครอบครัวนั้นอาจเอามาใช้ ไม่ได้แปลว่าก่อหนี้ไม่ได้ แต่ก่อหนี้แล้วคุณต้องรู้ ต้องใช้คืนได้ ไม่มีหนี้เสีย อาจจะบอกไม่ได้ว่าคนเอาไปใช้กันแค่ไหน เราไม่มีตัววัด แต่เราเชื่อว่าถ้าเกิดใช้แล้วจะเป็นการลดความเสี่ยงในการเสียหาย อย่างครอบครัวเวลาเศรษฐกิจตกต่ำมักจะมีปัญหา ถ้าคนไม่ใช้หลักอันนี้ก็จะมีปัญหา

เศรษฐกิจพอเพียงสอดคล้องไปกับโลกปัจจุบันได้อย่างไร ?
ทุกวันนี้ระบบทุนนิยมส่งเสริมให้คนเอาเงินในอนาคตมาใช้ ใช้บัตรเครดิต เป็นวัตถุนิยมจ๋า คนยังประมาท ฉะนั้นโอกาสที่จะพังทลายมีสูง แต่ถ้าเราเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงดึงสำนึกอันนี้ไว้บ้าง แล้วเพิ่มมากขึ้นๆ ก็จะดี
พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสหนึ่งบอกว่า “ถ้าเกิดทำได้เศษหนึ่งส่วนสี่ของประเทศก็ถือว่าดีแล้ว” ก็มีคนถามว่าเศษหนึ่งส่วนสี่แปลว่าอะไร คือหนึ่งส่วนสี่ของการกระทำ อีกอันหนึ่งพระราชดำรัสว่า “ต้องหาคนดีเข้ามาบริหารประเทศ ต้องกีดกันคนไม่ดีออกไป” จริงๆ แล้วพระราชดำรัสของในหลวง ไม่ต้องเอาแผนอะไรหรอกประเทศไทย เอาอันนี้ถอดออกมาเป็นเรื่องๆ ทำตามได้สักครึ่งหนึ่งผมว่าประเทศนี้เจริญแน่ๆ ที่สำคัญคนที่จะถอดพวกนี้ต้องใช้คนที่มีศิลปะในการถอด เพราะสมัยเปลี่ยน คนไฮเทคโนโลยีมาก ในสังคมดิจิทัลตอนนี้มองอะไรเร็ว มองอะไรสั้น ฉะนั้นต้องย่อมาก ไม่มีใครมานั่งอ่านรายละเอียด
แต่ผมก็เชื่ออันหนึ่งว่าต่อให้เปลี่ยนแปลงยังไงถ้าคนไม่มีคุณธรรม ประเทศจะเดินลำบาก

จากประสบการณ์ คิดว่าข้าราชการที่ดีเป็นอย่างไร ?
คือข้าราชการสมัยก่อนกับสมัยนี้ก็ต่างกันเยอะ พูดไปเหมือนยกตัวเอง แต่ทำไมผมรับราชการ นอกจากครอบครัวรับราชการแล้ว ผมมีความตั้งใจจะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม อันนี้ข้าราชการอื่นจะคิดยังไงผมไม่แน่ใจ เพราะผมอาจจะมีพื้นฐานที่ไม่ได้ยากจนมาก พอมีพอกิน ดังนั้นก็ไม่เคยคิดจะไปตักตวงอะไรประชาชน สมัยนั้นก็มีคนมาให้สินบนเยอะนะ ไม่ใช่ไม่มี ผมก็คืนไปนะ ในฐานะที่ผมอยู่ในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ มีมาสองสามราย ผมไม่รับ
ตอนเป็นรัฐมนตรีวันแรกก็มีคนเอาทองมาให้แล้ว ผมให้เด็กวิ่งตามไปคืน เรายอมรับข้อเท็จจริงได้ไหมว่าสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ และเดี๋ยวนี้ก็ยังคงเป็นอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่ดีทั้งหมด คือต้องพอประมาณไง เราอุปถัมภ์กันจนเกินเลยหรือว่าเพื่อพวกพ้องจนเกินไปจึงมีปัญหา คือพยายามลดให้น้อยที่สุด แต่ไม่ง่าย ระบบเรายังไม่เอื้ออำนวย องค์กรในบางประเทศ คนที่นามสกุลเดียวกันเขายังไม่ให้เข้าทำงาน แค่นี้เราทำได้ไหม ที่ผมยกตัวอย่างก็คือทุกกระทรวงทบวงกรมก็รับกันทั้งนั้น ข้าราชการก็เช่นกัน คือระบบอุปถัมภ์ความจริงแล้วยังมีอยู่ แต่ว่าเราทำให้ดีได้

คิดว่าปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนำพาให้คนพ้นความยากจนได้จริงหรือไม่ อย่างไร ?
จริง ถ้าปฏิบัติตามผมเชื่อว่าได้ ในตัวปรัชญาก็ตอบคำถามนั้นอยู่แล้ว จะเขียนว่าจะต้องมีความขยันหมั่นเพียร แต่ในทางปฏิบัติผมมานั่งนึกดู ถ้าคนนั้นไม่มีปัจจัยที่เพียงพอในการที่จะช่วยให้เขาอยู่ต่อไปได้ เช่นว่า หนึ่ง สมมุตินะเขาเป็นชาวไร่ชาวนาถ้าเขาไม่มีที่ดิน ก็ต้องไปเช่า แล้วพืชผลเขาเสียหายเขาก็ไม่มี ซึ่งผมเองทางปฏิบัติ ย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ตระกูลพ่อผมเป็นชาวนา ปู่ของปู่เป็นคนที่รัชกาลที่ ๒ ให้ไปครอบครองพื้นที่รบกับเขมร และพระราชทานที่แถวนั้นให้ ปัจจุบันเป็นที่นา เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ ผมก็ให้ลูกนาเช่า ปีไหนไม่มีผลผลิตผมก็ไม่เอาค่าเช่า จริงๆ ได้ค่าเช่าปีหนึ่งได้หมื่นบาทเอง ให้เขาฟรียังได้เลย เขาเป็นญาติผม ผมถามว่าลูกนาผมเขาจะหายจากความยากจนได้ไหม ผมว่าไม่นะ เพราะเขาไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง เขาต้องเช่าผม ถ้าเจ้าของนาไม่ได้เป็นคนใจบุญนะ ไม่มีตังค์ทำก็ติดหนี้เอาไว้ ปีหน้าคุณก็ต้องหามาใช้ ก็เป็นดินพอกหางหมูอยู่เรื่อย ฉะนั้นเงื่อนไขตรงนี้ค่อนข้างยาก คือเขาต้องมีอะไรเป็นของตัวเอง
คือใจผม ผมเคยเขียนไว้ว่า อยากให้คนไทยโดยเฉพาะเกษตรกรมีที่ดินเป็นของตัวเอง อย่างที่พระเจ้าอยู่หัวทำ แม้แต่ ๑ ไร่เดี๋ยวนี้ก็ทำเกษตรทฤษฏีใหม่ได้แล้ว ให้แค่ไร่เดียวให้ไม่ได้หรือ ใจผมนะ ถามว่าแก้ความยากจนได้ไหม การปฏิบัติได้ แต่ต้องมีอะไรให้เขาบ้าง
ตัวอย่างที่สอง คนในเมืองส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างเขา การค้าขายไม่คล่องตัวแล้วแต่เศรษฐกิจ ฉะนั้นถามว่าถ้าปฏิบัติตามนี้จริงจะแก้ปัญหาความยากจนได้ทั้งหมดไหม ก็อาจจะได้ถ้ามีปัจจัยเอื้ออำนวย อย่างเช่นถ้าเขาเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนที่มีคุณธรรม ผมเชื่อว่าเขาเอาตัวรอดได้ แล้วเขาก็จะไปเจอคนดีคอยช่วยเหลือสนับสนุน ให้เงิน ลดค่าเช่าให้ ช่วยๆ กันไปอย่างนี้ แต่ที่แน่ๆ ถ้าเขาไม่มีความพากเพียรอดทน เป็นคนไม่ดี ขาดคุณธรรม ก็จะแก้ปัญหาความยากจนไม่ได้ เพราะคุณธรรมเป็นเงื่อนไขหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง แล้วยังมีเงื่อนไขและองค์ประกอบอื่นอีกมาก
ถ้าเอาทุกคำพูดในปรัชญาฯ ไปตีนะ ทุกคำพูดมีความหมายลึกซึ้งหมดเลย การปฏิบัติตามทุกคำพูดอาจเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าปฏิบัติได้เป็นส่วนใหญ่หรือบางส่วน ก็จะเป็นเรื่องที่ดี.

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map