L1

L12

L2

L3

 L4
  runfordawn

KPP Main

 

“..ที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้กับประชาชนคนไทย คำนี้จริงๆ เอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทุกคนฟังแล้วคงคุ้นเคย ท่านสุเมธบอกว่ามันคือการเข้าใจน้ำ เข้าถึงน้ำ และพัฒนาน้ำ เข้าใจน้ำหมายถึงก่อนที่เราจะทำเรื่องน้ำ ไม่ใช่เราบอกจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไปชี้นิ้วแล้วสั่งการเลยนั่น ทำไม่ได้ เราต้องมีข้อมูลทั้งหมด เราต้องมีข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด และไม่ใช่เราจะมองด้านเดียวเป็นคำตอบทุกอย่าง มันต้องมีเหตุและผล อะไรคือสาเหตุของปัญหา อะไรคือทางแก้ แล้วใช้แผนที่ให้เป็นประโยชน์ พระองค์ท่านทรงงานโดยใช้แผนที่มาตลอด..”
ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ

ปกฉบับนี้เป็นสุภาพสตรี ต้องบอกว่าหลายปีมานี่ มีแต่ท่านสุภาพบุรุษขึ้นปก จนผู้อ่านและสมาชิกหลายท่านสงสัยว่า นิตยสารของเราเชียร์แต่สุภาพบุรุษ ไม่ใช่นะค่ะเพียงแต่ว่าท่านสุภาพสตรีที่มีความดีและเก่งมักจะไม่ค่อยมีเวลา หาเวลายากมากจริงๆ และฉบับนี้ถือว่าเราโชคดี ท่านสุภาพสตรีท่านนี้ได้ให้เกียรติกับนิตยสารเรา ภาพที่ปรากฏบนปกนั้นสวยงามมากทีเดียวแต่เมื่อเราได้สัมภาษณ์และพูดคุยกับท่านสุภาพสตรีท่านนี้เรียบร้อย เราต้องบอกกับท่านผู้อ่านว่าความงามบนใบหน้าของท่าน ยังงามไม่เท่ากับจิตใจของท่าน ที่ท่านมีต่อหน้าที่ เพื่อประชาชน ในสิ่งที่ท่านทำหลายพื้นที่ แม้บางที่บางแห่งขนาดเจ้าหน้าที่เอ่ยปากว่าไม่ปลอดภัย ท่านยังไป ไปเพื่อช่วยชาวบ้าน ไปเพื่อนำความของพระเจ้าอยู่หัวไปบอกเพื่อเป็นแนวทางสู่การแก้ไข นำเรื่องที่ท่านสุเมธได้มอบหมายไปแก้ไขให้ประชาชนอยู่รอด อยู่ได้และพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ กรรมการและรองเลขาธิการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความร่วมมือและสื่อสารองค์กร สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและเกษตร (องค์การมหาชน) คือสุภาพสตรีที่เราจะนำเรื่องราวและแนวคิดการทำงานของท่านมาให้รับทราบ
ที่มาของมูลนิธิอุทกพัฒน์
สืบเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเงินจำนวน ๘๔ ล้านบาท ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ให้เป็นทุนประเดิมสำหรับการก่อตั้งมูลนิธิน้ำ เพื่อสนองพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาเรื่องน้ำ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมูลนิธิน้ำว่า อุทกพัฒน์ และตราประจำมูลนิธิฯ พระราชทานพระมหากรุณาให้มูลนิธิฯ อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยชื่อของมูลนิธิอุทกพัฒน์ มาจากคำว่า อุทก ซึ่งหมายถึง "น้ำ" และ พัฒน์ มาจากคำว่า "พัฒนา" เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายว่า "มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเรื่องน้ำ"
ความหมายโดยรวมของเครื่องหมายมูลนิธิ หมายถึง “น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต จำเป็นต้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันในการบริหารและพัฒนา ซึ่งหากจะทำได้ก็ต้องมีข้อมูล ความรู้ และความเข้าใจเรื่องน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ ทั้งความสำเร็จ ความรู้ เทคนิค ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษา ค้นคว้า พัฒนา และทดลอง เรื่องน้ำมาโดยตลอดนับตั้งแต่ทรงครองสิริราชสมบัติ และทรงห่วงใยสถานการณ์น้ำที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จำเป็นต้องนำมาบันทึก รวบรวม และเผยแพร่ให้ประชาชนใช้เป็นหลักในการแก้ไข พัฒนา บริหารน้ำของท้องถิ่นและของประเทศต่อไป”

กว่าจะมาถึงวันนี้ : ชีวิตวัยเด็ก
: เป็นคนกรุงเทพฯค่ะ บ้านอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตร บางเขน ปัจจุบันก็ยังอยู่แถวนี้ค่ะ คุณพ่อเป็นอดีตเจ้ากรมจเรทหารบก คุณแม่เป็นครูค่ะ เป็นศึกษานิเทศเขียนหลักสูตรเกี่ยวกับเด็กแล้วก็อยู่กับแวดวงการศึกษา ครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ค่ะ พี่น้องรวมกัน ๖ คน เราเป็นน้องคนเล็ก เป็นคนเล็กที่ทุกคนห่วง ห่วงว่าเราจะทำอะไรไม่เป็น กลัวเราจะเป็นคุณหนู คุณพ่อสร้างบ้านหลังนี้นานแล้วค่ะก่อนที่จะมีมหาวิทยาลัยเกษตรอีก เมื่อก่อนบริเวณบ้านจะมีบ่อปลา เลี้ยงปลาแต่ไม่ทานปลาที่เลี้ยงนะค่ะ เป็นบ้านแบบโบราณมีพืชผักสวนครัวครบเลยค่ะ เรียกว่าถ้าอยากจะแกงอะไร ตำน้ำพริกอะไรไม่ต้องไปเที่ยวหาซื้อเลยค่ะภายในบ้านปลูกไว้เต็ม พื้นที่ที่บ้านเป็นสระ มีบัวสาย บัวหลวง บัวประดับทั้งหลาย มีล่องสวน สวนกล้วยก็มี อย่างช่วงปิดเทอมจะไม่เหงาเลยค่ะต้นไม้ ใบไม้เยอะมีให้เก็บ ให้กินมากมาย ตอนเด็กๆ เวลาปิดเทอมคุณแม่จะให้ตื่นเช้า ตื่นมาต้องมาถูบ้าน ตอนนั้นเราก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน เพราะที่บ้านมีคนรับใช้ ตั้ง ๓ คน แต่เราก็ยังต้องทำงานบ้าน ตอนนั้น ๑๐ ขวบเอง พอโตขึ้นมาหน่อยคุณแม่ก็มอบหน้าที่ให้ดูแลเรื่องการจับจ่ายข้าวปลาอาหาร ต้องดูแลเงิน ดูแลสิ่งของในบ้านได้ถูกถ่ายทอดซึมซับมานานแล้วเราถูกสั่งสมนิสัยของการจัดการ สมัยก่อนไม่มีกวดวิชามากมาย เราอยู่กับพี่น้อง คุณแม่ก็คือคุณครูให้ลูกๆ ชอบซื้อหนังสือรอบตัวแล้วให้เราตั้งโจทย์กับพี่ๆ ตั้งโจทย์ถามกันเรื่องความรู้รอบตัว ที่บ้านจะมีห้องสมุดเล็กๆ มารู้สึกตอนโตว่าที่เราต้องตื่นขึ้นมาทุกเช้าทำงานบ้าน และต้องทำทุกอย่างในบ้านเองนั้นเพื่อว่าเราจะได้รู้และสอนแม่บ้านเขาให้ทำอะไรให้ถูกต้อง เราต้องรู้ อย่างเราจะสอนเขาทำกับข้าว เรายังไม่รู้กับข้าวใส่อะไรอย่างไรเราจะสอนยังไง สอนให้เราคุมเงิน ให้เรารู้ว่ามีเงินเท่านี้เราจะบริหารของในตู้เย็นเราอย่างไร มันก็ถูกปลูกฝัง ต้องขอบพระคุณคุณแม่มากๆ ที่สอนให้เราเข้าใจ

ถวายงานเป็นเกียรติกับชีวิต
: ตั้งแต่อนุบาลเรียนที่สาธิตเกษตร พวกพี่ๆ อยู่สาธิตจุฬาฯ เรามาอยู่สาธิตเกษตรไม่ต้องมีรถอะไรเลยแค่ข้ามถนนก็ถึงแล้ว จริงๆ ก็มีรถรับส่งตลอด พอโตขึ้นก็ขอไปเองอยากเดินเองเพราะว่าโตแล้ว สาธิตเกษตรก็สอนให้เราติดดิน ผักตบที่อยู่คลองหน้าโรงเรียนเราเก็บมาเพาะเห็ด แล้วก็มีปลูกผักอะไรต่างๆ เหล่านี้ เราจะมีชีวิตอยู่กับเรื่องเกษตร ทุกอย่างมันอยู่ในระบบเรียนรู้โดยปริยาย พอจบที่เกษตรก็มาต่อโทที่สหรัฐที่ฟลอริดา เนื่องจากพี่สาวอยู่ที่นี่ ก็เลยบอกคุณแม่ว่าขออยู่ใกล้ๆ พี่สาว ฟลอริดาจะมีทะเลสวยมาก มีหาดเป็นแก้วเลย ตอนเรียนที่เกษตร เอกคณะสังคม พอโทไปเรียนคณะมนุษย์ เรียนจบก็แต่งงาน คือทางสามีรู้จักกันตั้งแต่เป็นเพื่อน ประถม ๑ ด้วยกันก็ไปสนิทกันตอนไปเรียนสหรัฐ อยู่รัฐเดียวกันแต่คนละเมือง พอกลับมาเมืองไทย ตอนแรกใจอยากมาทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตร แล้วบังเอิญทางคุณพ่อเองรู้จักกับ ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เป็นเจ้าของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทางอาจารย์ไสวก็บอกให้ไปช่วยงานที่คณะนิเทศฯ ก็เลยให้มาช่วยศูนย์นิเทศศาสตร์พัฒนาการ เลยเริ่มรู้ตัวเองว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เราชอบคือนิเทศศาสตร์เพื่อการพัฒนา พอหลังสามีจบปริญญาเอกเราก็ได้มาทำงานที่ สวทช. ภายใต้ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ปรากฏว่าอยู่ที่นี้แล้วโชคดีที่ผู้ใหญ่ให้โอกาส คือรอยบุญจะเจอโจทย์ทั้งนโยบายต่างประเทศ เจอโจทย์เรื่องของศูนย์สารสนเทศชุมชน ก็เลยได้เจองานพัฒนาชุมชน ก็เริ่มเข้าใจ
พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงงานเรื่องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมปี ๒๕๓๘ ด้วยพระองค์เอง แล้วก็ทรงเห็นปัญหาเรื่องข้อมูลน้ำที่ขาดการบูรณาการ พระองค์ท่านทรงมองเรื่องข้อมูลเจ้าพระยาตอนล่าง ทางทีมอาจารย์รอยล ก็เริ่มบูรณาการข้อมูลเจ้าพระยาตอนล่างกับหลายหน่วยงาน จนสำเร็จปี ๒๕๔๕ พระองค์ท่านก็รับสั่งให้ตั้งเป็นองค์กรภายใต้รัฐ ส่วนทีมวิชาการขาดคนมาบริหารในเชิงเซ็ทองค์กรอะไรต่างๆ จึงเป็นโอกาสซึ่งตอนนั้นทีมของรอยบุญที่ทำงานชุมชนอยู่ก็ไปร่วม ทีนี้ก็มองว่าพอมีทีมวิทยาศาสตร์ก็มาตอบโจทย์ประชาชน ตอบโจทย์ชุมชน ก็เดินงานเรื่องน้ำชุมชนมาโดยตลอด
ตอนนั้นผู้ใหญ่จะให้เราทำเอกสารมาโดยตลอดเรียกว่าศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่างๆ แล้วก็มาทำเรื่องเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยรู้จึงต้องมาเรียนรู้มาสัมผัส คุณแม่เองก็บอกทีมอาจารย์รอยล ชวนให้เราเข้ามาอยู่มาช่วยงานในพระองค์ท่าน ซึ่งเรามีความผูกพันเพราะตั้งแต่เด็กเห็นคุณพ่อสวดมนต์ประจำเลย คุณพ่อบอกว่าสวดมนต์ถวายแด่พระองค์ท่าน สวดเป็นประจำแล้วคุณแม่ก็บอกมันเป็นเกียรติของชีวิตนะได้มาทำงานตรงนี้ ไม่คิดว่าเป็นภาระแต่คิดว่าเป็นโอกาส คงไม่มีใครสักเท่าไรที่ได้เห็นมุมมองของทั้งต่างประเทศกับเห็นมุมมองของต่างจังหวัด ทำให้เรามองออกว่าโจทย์บางอย่างจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือการถ่ายทอดให้คนเข้าใจมันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะเรามีมุมมองหลายมุมมากเลย แล้วก็มองว่าท้ายที่สุดก็เอาเรื่องนี้มาทำเป็นเรื่องเป็นราว ต้องมีสารสนเทศเกษตรแล้วพอตอนหลังมีโปรเจคสำคัญๆ ใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ผู้ใหญ่โยนโจทย์ยากๆ มาให้รอยบุญเสมอ ต้องทำให้เสร็จ ต้องทำให้เร็ว ไม่มีเงินนะ ต้องไปหาเองอย่างนี้ตลอด

การจัดการน้ำ โอกาสร่วมกัน
: คือถ้าทุกคนมองวิกฤตเป็นโอกาสด้วยกันแล้ว ทุกคนชนะหมดอันนี้เป็นโจทย์ที่พระองค์ท่านพระราชทานมากับท่านสุเมธและอาจารย์รอยล แล้วก็มาวิเคราะห์ร่วมกัน พระองค์ท่านทรงชี้ลงในแผนที่เลยว่าบริเวณนี้ เราก็ไปดูพบทั้ง นิคมอุตสาหกรรม สนามกอล์ฟอะไรต่างๆ ถ้าเกิดเรามองแบบชนะกันหมดสนามกอล์ฟได้น้ำดีไม่ต้องชื้อน้ำ แต่ใช้พื้นที่เขาเป็นแก้มลิง คุยกันเลยว่าเวลาน้ำมาเยอะผันเข้าไปได้เท่าไหร่ เขาก็บอกผันเพิ่มเข้าไปได้เลย ๖ แสนลูกบาศก์ แล้วก็ทางบ้านจัดสรรเอาแผนที่มาดู คุณฟื้นคลองตรงนี้ได้ไหม ในขณะเดียวกันนิคมอุตสาหกรรมสต็อกน้ำไว้ได้ไหมคุณจะได้ไม่ขาดน้ำ แล้วทำประตูเสริมผันน้ำเข้าออกได้ อย่างนี้เราก็ไม่ต้องมาลงทุนมากมายแล้ว ส่วนหนึ่งพระองค์ท่านก็พระราชทานเงินมา อันนี้ก็มาแก้เติมประตูเติมอะไรนิดหน่อย แล้วก็ภาคเอกชนที่มีร้านค้าก็ทำแก้มลิงตัวเอง อย่างโรงเรียนอัสสัมชัญเองก็มาปรับผังกันใหม่ทำคลอง ที่สมุทรสาครพอตั้งโรงเรียนก็ทำคลองล้อมโรงเรียนเลย ถ้าทุกคนมาร่วมกัน ช่วยกันคิดแล้วก็ปรับกันใหม่มันก็ไม่มีปัญหา
พอมาทำท้ายที่สุดปี ๘๔ พรรษา บังเอิญปี ๒๕๕๓ เริ่มเกิดปัญหาหนักๆ น้ำไม่ท่วม แต่แล้งเลยไม่มีน้ำใช้ จนกระทั่งอาจารย์รอยลให้โจทย์ว่าปี ๘๔ พรรษา ขอให้รอยบุญมาเสริมงานไปอีกหนึ่งงาน งานแบบทำถวาย ๘๔ พื้นที่เรื่องการจัดการน้ำชุมชน เอาแนวคิดของพระองค์ท่านไปประยุกต์ใช้เรื่องการจัดการน้ำ สรุปเป็นเนื้อหาว่าเราจะต้องเดินยังไง วิเคราะห์ยังไง แต่มันยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมเท่าที่ควร จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เลยมาจัดระบบใหม่ มองเป็นระบบเลย คือทุกคนจะเดินได้
เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
: ท้ายที่สุดคำว่า อุทกพัฒน์ ที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้กับประชาชนคนไทย คำนี้จริงๆ เอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่อง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ทุกคนฟังแล้วคงคุ้นเคย ท่านสุเมธบอกว่ามันคือการเข้าใจน้ำ เข้าถึงน้ำ และพัฒนาน้ำ เข้าใจน้ำหมายถึงก่อนที่เราจะทำเรื่องน้ำ ไม่ใช่เราบอกจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไปชี้นิ้วแล้วสั่งการเลยนั่น ทำไม่ได้ เราต้องมีข้อมูลทั้งหมด เราต้องมีข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหมด และไม่ใช่เราจะมองด้านเดียวเป็นคำตอบทุกอย่าง มันต้องมีเหตุและผล อะไรคือสาเหตุของปัญหา อะไรคือทางแก้ แล้วใช้แผนที่ให้เป็นประโยชน์ พระองค์ท่านทรงงานโดยใช้แผนที่มาตลอด..” แล้วก็ใช้ผังน้ำดูทิศทางน้ำไหลไปทางไหน เชื่อมโยงอะไ รแล้วในขณะเดียวกันทำตารางจัดเก็บข้อมูลว่าจะเดินงานกันยังไง ตารางว่าแหล่งน้ำโครงสร้างน้ำที่มีอยู่ต้องปรับแก้ สิ่งที่พระองค์ท่านทรงมองทั้งกรอบคิดและกรอบงานมีคุณค่ามาก สุดท้ายความมั่นคงทางทรัพยากรมันเป็นคำตอบของทุกอย่าง ถ้ามั่นคงในทรัพยากร เขาจะมั่นคงในชีวิต เพราะว่าถ้าน้ำกับป่าทรัพยากรไม่มั่นคง ไม่มีทางที่จะไปต่อยอดเรื่องอื่นๆได้เลย ปกติคนจะมองที่ปลายคือสินค้าจะไปต่อยอดอะไรต่างๆ แต่ถ้าน้ำกับทรัพยากรไม่มั่นคงเขาไปต่อไม่ได้เลย

เรียนรู้กับชาวบ้าน ไม่ใช่เข้าไปสอน
: ที่เราจะทำให้เขาได้คือสร้างตัวอย่างความสำเร็จ พอสร้างตัวอย่างความสำเร็จหลายกรณีที่มีเคสคล้ายๆ กันแล้วเราพาเขามาเจอกัน บางที่อย่างชาวเขาที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาเขาเรียนรู้เรื่องการใช้แผนที่ ปรากฏเขาไปทำสำเร็จทั้งอำเภอ แต่เราเห็นคนเมืองบางคนเดิมเขาเรียนรู้แต่ในห้อง เราทำใหม่ให้ไปเรียนรู้ที่ป่าเลย ไปเรียนของจริงที่ป่าเลย เห็นว่าชาวเขายังทำได้เลย
เคยได้มีโอกาสตามท่านสุเมธและท่านอาจารย์รอยล เข้าเฝ้าพระองค์ท่าน แล้วพระองค์ท่านรับสั่งถาม “รู้ไหมว่าภูมิสังคมหมายถึงยังไง” ภูมิสังคมนี้เป็นคำที่คลอบคุมหมดเลย รับสั่งว่าเวลาเราไปลงพื้นที่ไม่ใช่เราไปสอนชาวบ้าน แต่ให้เราเรียนรู้กับเขา พอเราเรียนรู้แล้วเราจะเข้าใจถึงบริบทและความเป็นมาของพื้นที่ด้วย แล้วบางอย่างเอาสิ่งที่เรามีอยู่กับขอเท็จจริงมาเรียนรู้แล้วก็มาปรับด้วยกัน จะเป็นคำตอบให้สังคม เพราะคำว่าเข้าใจของพระองค์ท่านก็คือ เรามีข้อมูลข้อเท็จจริงที่มีคำตอบว่าจะทำอะไร ข้อมูลข้อเท็จจริงนั้นก็มาจากคนในพื้นที่เก็บรวบรวมเองแล้ววิเคราะห์ตนเองจนมาถึงคำว่า เข้าถึง เข้าถึงก็คือการมีส่วนร่วมที่จะคิด ทำ แล้วแก้ด้วยกันภายในพื้นที่ของเขา ท้ายที่สุดมันก็จะเกิดการพัฒนาคนกับพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งเรื่องน้ำและคน
พอปี ๒๕๕๓-๒๕๕๔ หลังปีน้ำท่วมพระองค์ท่านรับสั่งกำชับว่าเราทำสำเร็จแล้ว ขอให้ขยายผลสำเร็จอันนี้ พูดง่ายๆ ว่า สสนก.จะเน้นเรื่องการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ประยุกต์ใช้กับชุมชนที่มีศักยภาพ พอมาถึงอุทกพัฒน์ก็เป็นชุมชนที่มองเรื่องการขยายผลกับเรื่องการร่วมมือเอกชนหรือหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่วิกฤต ทำร่วมกับกองทัพบก แล้วพอมีอุทกพัฒน์คำหนึ่งที่เกิดก็คือ “เครือข่ายลุ่มน้ำตามแนวพระราชดำริ” ซึ่งอันนี้จะมีค่ามากสำหรับภาคประชาชน มันเหมือนเป็นความผูกพัน คือกลุ่มเราเขาไม่ย่ำอยู่กับที่ คือน้ำมันไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวทุกปีต้องมีการขยายผลคุยกันแต่แรกเลยว่าถ้าจะเดินกับเราต้องขยายผล ตอนนี้มี ๖๐ แกนนำเครือข่าย แล้วก็ขยายกลับไปได้ ๔๒๑ ชุมชน

การพัฒนา รู้แล้วต้องขยายผล
: พระองค์ท่านรับสั่งตอนตั้งมูลนิธิอุทกพัฒน์ การจัดการน้ำชุมชนถึงความสำเร็จชุมชนแล้ว ชุมชนชาวบ้านมีความรู้ประสบผลสำเร็จ มีประสบการณ์พัฒนา ช่วยขยายผลไปยังชุมชนอื่น อย่างบุรีรัมย์เราไปเริ่มตั้งแต่เขาคิดที่จะเริ่มบริหารน้ำเลย ตั้งแต่ ๓,๗๐๐ ไร่ ตอนนี้เกือบ ๕ ตำบลตั้งแต่เริ่มงานมาเป็น ๑๐ ปี การเดินงานแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างคลองรังสิต ปี ๒๕๕๔ ปรากฏว่าคลองรังสิตเอง ถ้าท้องถิ่นกับประชาชนเข้าใจมันเดินงานแล้วจะเห็นได้ว่าตรงคลองรังสิตคลองชลประทานแล้ง แต่ในพื้นที่เกษตรกรไม่ประสบปัญหาแล้ง ก็เขาทำสวนปาล์มเลย เป็นสวนปาล์มที่รายได้ดีที่สุดแล้วรักษาคลองได้
ที่บุรีรัมย์ อย่างที่รอยบุญอยากยกตัวอย่างว่าเรามองโครงสร้างน้ำเข้าไปในพื้นที่จริง แต่ให้แนวคิดในการปรับเปลี่ยนทฤษฏีใหม่ในเชิงพื้นที่เขาด้วย คือทฤษฏีใหม่ก็มองในเรื่องเกษตรผสมผสานสัดส่วนของน้ำให้เหมาะกับพื้นที่ในการเพราะปลูก และมองเรื่องความมั่งคงทางอาหาร ตรงนี้เองทำได้ ๒ ปี บางที่ ๑ ปี เขาลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ชัดเจน แต่ก่อนเป็นไร่มันอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้ปลูกพืชหลายอย่างเป็นการเกษตรผสมผสาน ไร่นาเขาก็มีแต่ว่าปรากฏสัดส่วนน้ำมากขึ้น ผลผลิตพืชไร่ก็มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเขาเพิ่มพืชอย่างอื่นเข้าไป
จริงๆ งานหนักนะคะ ท่านสุเมธท่านก็พูดอยู่ว่าเวลาเราทำดีจุดหนึ่งมันเป็นดาบสองคม เพราะเราไปขัดผลประโยชน์คน โครงการคนอื่นเขาใช่เงินเยอะอันนี้อยู่ไม่ได้เลยนะ หลายเรื่องที่เราไปทำปรากฏไม่ต้องมีงบศึกษาเลย เราไปทำงบศึกษามันศูนย์บาทไงคะ แล้วคนก็เลยไม่ชอบ ก็เลยกลับกลายเป็นดาบสองคม แต่ก็ยังสู้เพราะว่าพลังเราเยอะมาก เรามุ่งที่จะพัฒนา พัฒนาไม่ใช่เอาเงินเป็นคำตอบนะคะ

ครอบครัวอบอุ่นแข็งแรง : สอนลูกด้วยงาน
มีลูกสาวสองคนค่ะ โตแล้ว ตอนนี้คนโตอยู่ที่อังกฤษ แต่ก่อนก็เอาเขามาช่วยงาน พยามให้ลูกเข้าใจงานแม่ แล้วเขาก็จะเป็นเด็กดี คนโตอีกปีหนึ่งจบปริญญาตรี แต่เขาเรียนเร็ว คนเล็กอยู่ ม.๕ ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนปรากฏเขาจับไปอยู่ ม.๖ แล้ว คนนี้เกิดที่สหรัฐเขาเลยไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐ ที่เห็นชัดๆ ดีใจอย่างหนึ่งว่าการที่เราทำงานตรงนี้บางทีลูกก็มีน้อยใจตั้งคำถามเหมือนกัน แต่สิ่งที่ตามมาก็คือถ้าเราไปทำเสาร์อาทิตย์ เราก็พาเขาไปด้วย อย่างงานเยาวชนก็ให้เขามาทำวิจัยงานแม่เลย แล้วก็มาช่วยงานแม่เลย สิ่งที่เขาเห็นเขาก็จะซึมซับไปเอง เคยเห็นเขาตั้งแต่เล็กๆ เขียนเรียงความ แอบไปเจอเขียนวันแม่ว่าคุณแม่ชอบช่วยชาวบ้านไม่ค่อยมีเวลาไปต่างจังหวัด เวลาเขาไปแลกเปลี่ยนเขาก็ไปสมัครอะไรของเขาเอง เขาแค่โทรมาบอกว่า ทะเบียนบ้านอยู่ไหนอะไรอยู่ไหนแล้วไปสมัครเอง เขาบอกว่าจริงๆ คุณแม่ทำอะไรให้สังคมมาเยอะลูกก็คงได้กุศลตรงนั้นบ้าง
เป็นคนที่พอมีเวลาก็จะให้ลูกอยู่แล้ว บางครั้งพอเสร็จงานเสาร์อาทิตย์ก็บอกให้ลูกบินมา ก็พาไปดูไซต์งานเรา ลูกเห็นไหมอะไรอย่างนี้ก็จะพาไป เวลาไปบุรีรัมย์แต่ก่อนขับรถไปก็ไปปล่อยไว้กับพวกพี่ๆ พาน้องไปดูแล้วก็บรรยายให้น้องฟังเลยใช้วิธีอย่างนี้ เลี้ยงลูกให้เขาเข้าใจว่าแม่ทำอะไรอยู่ แต่ก่อนนี้พาไปหมดเลยแม่ไปไหนพาไปหมดเลย ท้ายที่สุดคือคำที่พระองค์ท่านให้ไว้ทุกคนปรับได้หมด อย่างคำ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มันคือคำที่ใช้ได้กับชีวิต เวลาถ่ายทอดให้ชาวบ้านมันใช่ ถ้าลูกเข้าใจเรามันก็จะเข้าถึงจิตใจที่แม่ทำ แล้วความรักความผูกพันมันก็พัฒนาต่อเนื่องไม่มีปัญหาแค่นั้นเอง แล้วเขาจะเป็นคนที่ทำอะไรไม่เห็นแก่ตัว อย่างคนโตเขาไปสอบอะไรไม่รู้จะไปช่วยทางบราซิลเรื่องผู้นำเยาวชน เขาบอกไปสอบทางมหาวิทยาลัยที่โน้น เราก็บอกอย่าเลยลูกมาช่วยแม่เพราะกำลังทำแคมเปญ “เทิดด้วยทำ” ก็เป็นนิมิตรหมายที่ดี
เพราะว่าท้ายที่สุดคำว่า “เทิดด้วยทำ” มีค่ามาก เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านคิดกรอบ ถ้ามาใช้ในชีวิตจริงๆ ของเราคนที่ได้ประโยชน์คือสังคมกับตัวเราอยู่แล้ว แล้วทำไมเราไม่ทำ เพราะฉะนั้นการเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านไม่ใช่เราบอกอย่างเดียว ถ้าเราทำมันก็ได้ประโยชน์กับตัวเราทำไมไม่ทำ อันนี้คือสิ่งที่จะถ่ายทอด ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมเรื่องอะไรมันเป็นสิ่งที่เอาไปใช้ ถึงบอกว่าเยาวชนที่เข้ามาเห็นชัดเลยว่าการที่เราไปเติมเต็มให้เขาเปลี่ยนแปลงทำให้เขามีพลัง ไม่ว่าเยาวชนหรือชาวบ้าน เยาวชนก็ขอทำเองแต่แรก สำหรับรอยบุญไม่ต้องมาพูดเรื่องเงิน ขอทำ ทำแล้วมันเหมือนเดี๋ยวก็มีคนเข้ามาเติมเต็มให้ สนุก ทำงานแล้วมันเห็นผล
ต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะสังคมทุกวันนี้ที่น่ากลัวคือ เราแข่งกันทำดีได้ไหม แทนที่จะกลายเป็นสังคมที่ให้ร้ายกัน ชาวบ้านเราเวลาเขาไลน์มาเขาโชว์ผลงานกัน เขาแข่งกันทำดีนะ แล้วมันหน้ารักกว่าเยอะเลย เพราะไม่งั้นคนโน้นคนนี้ทำไมไม่ทำอย่างโน้นอย่างนี้ ตายเลย ถ้าอยู่กันอย่างนี้ประเทศไม่ไปไหน

รู้ก่อนทำ หัวใจของความสำเร็จ
: ที่ชัดเจนที่เดินกันต่อเนื่องก็คือ เราจะวิเคราะห์ แต่ละปีเราจะวิเคราะห์ให้หลังจากปีน้ำท่วม พื้นที่วิกฤตควรจะฟื้นยังไง ตอนนี้มีกองทัพบกร่วมแล้ว ก็เริ่มจะมีกองทัพไทยมาบ้าง มันต่างกัน ไม่ใช่ไปขุดเฉยๆ เราต้องให้ชาวบ้านสรุปพื้นที่ก่อน ถ้ายังสรุปไม่ได้เราก็ไม่เดิน เราต้องวิเคราะห์ด้วยกันก่อนว่าหน้างานต้องทำยังไง ถ้าเราไปขุดเฉยๆ จะมีปัญหาเรื่องทิ้งดินอีก บางที่ไปขุดปิดทางคลองอีกอันนี้เราจะมองหมดว่าน้ำเข้ายังไงน้ำออกยังไง ไปจ่ายสำรองยังไง กว่าจะทำได้รายละเอียดเยอะมาก มันไม่ง่าย เรื่องเล็กๆ ก็มีอย่างคลองรังสิตแค่บริหารประตูผันน้ำเข้าซอยย่อยแล้วเข้าล่องสวนได้เขาก็มีน้ำแล้ว มี ๔๐๐ กว่าประตู แต่ไม่ได้รับการบริหารจริงจัง
แต่ปัจจุบันได้รับการแก้ปัญหาเรียบร้อย เพราะว่าตามล่องสวนตามอะไรต่างๆ แทนที่จะต้องไปทำแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ปรับเป็นแบบนี้ที่ผ่านมาบางที่น้ำท่วม มันไม่ได้เกิดจากน้ำเหนือไหลหลากนะ เรื่องคลองไม่ได้ฟื้นบ้างอะไรบ้าง อาจารย์รอยลเคยพูดเมื่อปีที่แล้ว ฝนมันพร้อมที่จะตกเสมอ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งพื้นที่บ้านเราแต่ก่อนคลองมีเยอะมาก แต่ตอนนี้คลองหายไปเยอะ เรื่องการฟื้นคลองใน กทม. อย่างคลองลัดมะยมเราทำมา ๕ ปี แต่ก่อนเป็นตลาดเล็กๆ ยังมีขยะมีอะไรอยู่เยอะเลย ตอนนี้ปรากฏว่าตลาดลัดมะยมขยายขึ้นเยอะแล้ว น้ำดีขึ้นมากเลย ล่องสวนอะไรต่างๆ อยู่ทางฝั่งธนตลิ่งชันอะไรอย่างนี้ แล้วปรากฏที่เราไปทำที่ศาลาดิน พุทธมณฑลด้วย แล้วประชาชนกับเรามามองคลองที่เราจะเชื่อมทั้ง ๒ พื้นที่ที่จะมาคลองบางจาก มาคลองบางหลวง มาคลองบางจากต่อคลองภาษีเจริญ แล้วชาวบ้านทำแผนที่ผังน้ำด้วยกันก็มีโอกาสที่จะฟื้นคลองได้แต่อยากทำตัวอย่างว่าภาคประชาชนทำก็ยังทำได้เลย

พึ่งตนเอง สร้างสรรค์สังคมได้
: เราให้โจทย์เขาแล้วก็เหมือนเราเลี้ยงลูกให้โต ถ้าเราไม่เลี้ยงลูกให้โตเหมือนกับหลายๆ คนถามรอยบุญเหมือนกันว่ามีลูกสาวไม่ห่วงหรือ ปรากฏว่าลูกสาวพวกนี้เขาเก่งบัลเล่ เตะสูงอยู่เนอะ ป้องกันตัวเองได้ ที่เหลือใช้แรงเข้าไปลูกคือป้องกันตัวเองได้ กับอีกอย่างหนึ่งคำว่าพึ่งตัวเองเป็นเรื่องแรกๆ ที่พระองค์ท่านมีพระราชประสงค์ที่จะเห็นพสกนิกรชาวไทยไม่ใช่ไปพึ่งพาระบบรัฐหรือว่ามองว่าเป็นหน้าที่ใคร ถ้าอยากทำคุณต้องสรุปตัวเองให้ได้ คุณต้องมีข้อมูล คุณต้องหาคอนเน็คชั่น อันนี้เป็นแรงผลักแข่งกันทำดีเหมือนชาวบ้านเราพูดว่าเราเอาตัวอย่างขึ้นไปบนเวที เขาบอกปีหน้าผมต้องขึ้นไปอยู่บนนั้นนะอาจารย์ สังคมโวยวายมันต้องเลิกแล้ว เอะอะก็ประท้วงกันไม่ใช่มันต้องสร้างสรรค์แล้วค่ะ

ทำจนกว่าจะตาย
: เราเอากรอบคิดกรอบงานพระองค์ท่านถ่ายทอด เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว อย่างต่างชาติเขาไปดูคลองรังสิตกับเราด้วย เขาบอกว่าแนวทางเรามันเป็นคำตอบไม่ใช่แค่ภายในประเทศ แนวทางของพระองค์ท่านเป็นคำตอบของทุกที่ทั่วโลกด้วยซ้ำ แต่ประเทศเราไม่น่าจะเจอปัญหาแล้ว อันนี้ก็อยากฝากว่า เวลาเราจะแก้ปัญหาเราจะไปดูงานประเทศอื่นไปอะไรต่อมิอะไร คิดว่ามานั่งเข้าใจบ้านตัวเองดีกว่าไหม แล้วมาหาคำตอบจริงๆ ทำจริงๆ แค่โครงสร้างที่มีอยู่ให้ใช้งานได้แล้วจัดการได้ก็จะได้ผลขึ้นเยอะ ถ้าเราเอาเงินเป็นตัวตั้งแก้ปัญหาทุกเรื่องมันไม่ใช่คำตอบ แต่กับการที่เราเดินกับประชาชนสำเร็จปรากฏว่าเขาวิเคราะห์ตัวเองได้แล้ว เกิดแผนของตัวเองขึ้นมาว่า ถ้าเรื่องน้ำอะไรเป็นความสำคัญที่ควรจะทำ แล้วเขาควรจะปรับตัวอย่างไร แล้วก็จะมีความสุข
ท่านสุเมธท่านเคยพูดบนเวทีใหญ่ ทำแบบนี้ถ้าเราท้อชาวบ้านยิ่งหนักนะคะ ต้องเดินเพราะงานอย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าเราจะตาย ยังพูดกับลูกเลยว่าถ้าอะไรเกิดขึ้นฝากลูกต่อด้วยเพราะชีวิตมันก็เสี่ยงกันทุกวัน ต้องบอกอย่างนั้นเลย เพราะเราอยู่กับผลประโยชน์เรื่องน้ำผลประโยชน์เยอะมากอย่างค่าขุดลอกที่เราเห็นเป็นผักตบงบประเทศจริงๆ เป็นพันล้าน แต่กลุ่มเราเริ่มทำใหม่ เอาผักตบมาทำเป็นดินจาก ๒๐ บาท มาเป็น ๑๐๐ บาท แทนที่จะเสียเงินไปเก็บผักตบ หันมาสร้างมูลค่าเพิ่มจากการเก็บผักตบ หลายๆ อย่างที่เราทำมักไปขัดผลประโยชน์คนอื่น แต่เราก็จะทำเพราะนั่นคือความสุขของประชาชน.

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map