L1

L12

L2

L3

 L4
  runfordawn

KPP Main

 

“อย่าให้ใครว่าไทย”


แนวทางประชาสัมพันธ์เชิงรุก ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง


กรมประชาสัมพันธ์เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจริงของภาคประชาชน ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล คสช. โจทย์ที่ท้าทายก็คือทำอย่างไรให้แนวคิดเรื่องความพอเพียงเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อสำหรับประชาชนโดยเฉพาะเยาวชน ทำอย่างไรคนถึงจะเข้าใจว่าหลักความพอเพียงมิใช่การทำเกษตรผสมผสานเพียงอย่างเดียว หากหมายรวมถึงการมีคุณธรรมนำทางในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ของประเทศไทยก็คือ “การโกง”
นายอภินันท์ จันทรังษี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ได้ร่วมมือกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และคณะกรรมการโครงการประสานงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) รวมถึงกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และส่วนสำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือสมาคมนักโฆษณาแห่งประเทศไทย เพื่อจะทำงานด้านประชาสัมพันธ์เชิงรุกเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ภาคประชาชน โดยกรมประชาสัมพันธ์มีเครื่องมืออย่างวิทยุ 147 คลื่นสถานี มีช่องโทรทัศน์ 12 แห่ง รวมถึงโซเชียลมีเดียต่างๆ มีประชาสัมพันธ์จังหวัดทุกจังหวัด มีอาสาสมัครประจำหมู่บ้านและชุมชนอยู่ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ส่วนเรื่องเนื้อหาวิชาการที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบในการขับเคลื่อนได้จาก กปร. และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
“ทำยังไงให้ประชาชนรู้โดยสนใจ หรือให้เด็กเยาวชนได้เรียนรู้ ไม่ใช่บอกว่าพอพูดถึงปรัชญาฯ ทุกคนหาวแล้ว ทุกคนไม่กล้าสนใจกลายเป็นตำราเล่มใหญ่ที่น่าเบื่อ ทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นการเรียนรู้ที่ง่าย เรียนรู้แล้วน่าสนใจ สมาคมนักโฆษณาฯ เข้ามาช่วยเรา เราทำสัญญา MOU ร่วมกัน บันทึกข้อตกลงว่าเราจะจับมือกันแล้วผลักดันให้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ประชาชนให้เข้าใจโดยง่าย”

หากใครเคยเห็นโฆษณาที่ชื่อว่า “ไทยฮุบ” “ไทยผีสิง” “ไทยเท” “ไทยหัวสูง” ก็คงจำกันได้ นั่นคือผลจากความร่วมมือดังกล่าว รณรงค์ปลุกจิตสำนึกคนไทยด้วยตัวโฆษณาที่ดูแล้วไม่น่าเบื่อ ฝีมือทีมงานจากสมาคมนักโฆษณาแห่งประเทศไทย ซึ่งเคยโด่งดังมาแล้วจากผลงานโฆษณา “ตาวิเศษ” หรือล่าสุด “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ซึ่งถือเป็นการประชาสัมพันธ์รณรงค์อย่างเห็นผล เพราะเมื่อตัวโฆษณา “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” ออกไปได้ระยะหนึ่ง บรรดากระเช้าของขวัญก็ปราศจากเหล้าทันตา ถือเป็นการปลุกจิตสำนึกอย่างเป็นรูปธรรม
“เขาจะปล่อยคลิปออกมาในลักษณะไม่ให้รู้ว่ามาจากไหน มีคนส่งต่อกัน มันก็เป็นเทคนิคหนึ่งของสมาคมนักโฆษณาฯ เขาช่วยเราได้เยอะมาก ถามว่าถ้าเราทำในแบบราชการ ไม่มีใครอยากดูรูปแบบเก่าๆ เพราะฉะนั้นการทำงานในยุคปัจจุบันก็ต้องเปลี่ยน สิ่งเหล่านี้คือกระบวนการในการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อให้เยาวชน ให้คนรุ่นใหม่ดูกัน ถ้าไม่ทำแบบนี้เด็กเยาวชนไม่ดู หรือแม้กระทั่งผู้สูงวัยก็ตาม เคยมีคนพูดว่า ดูแล้วไม่รู้เรื่อง คนที่ผลิตก็บอกว่าเขาตั้งใจให้คนรุ่นเก่าดูไม่รู้เรื่อง เพราะรุ่นเก่าก็ต้องปล่อยไป ดูแลคนรุ่นใหม่ที่จะต้องเติบโตขึ้นมา”

คำว่า “ไทยฟุ้งเฟื้อ” อันเป็นชื่อหนึ่งของตัวโฆษณาที่ออกอากาศไป อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์พูดถึงที่มาว่า เด็กนักเรียน นักศึกษาเดี๋ยวนี้ต้องมีกระเป๋าแบรนด์เนม ต้องมีของดี บางคนต้องลงทุนไปเช่ามาใช้ ไม่น่าเชื่อว่ามันเกิดขึ้นจริง อยากจะไปอยู่ในสังคมที่เรียกว่าไฮโซ กลายเป็นแนวคิดที่ผิด ทำให้เห็นว่าคนไทยนั้นต้องเปลี่ยน
“แม้กระทั่งเรื่องของ ‘ไทยเท’ บางคนโยนขยะทิ้งไปตามถนน เป็นเรื่องของคนมักง่าย สิ่งที่สะท้อนกลับมาคือ ณ วันนี้มีคนต่างชาติเปรียบเทียบคนไทยในทางลบ คนไทยจากคนที่มีอารยธรรม เป็นสยามเมืองยิ้ม เดี๋ยวนี้เจอหน้ากันก็ทะเลาะกัน ฝรั่งบอกว่า ‘don’t thai to me’ (อย่าทำเป็นไทยใส่ฉันนะ) กลายเป็นคำที่โจมตีให้คนไทยเสื่อมเสีย คนไทยต้องพลิกฟื้นกลับมาว่า ‘อย่าให้ใครว่าไทย’ อย่าให้ใครว่าไทยขี้โกง อย่าให้ใครว่าไทยมักง่าย อย่าให้ใครว่าไทยฟุ้งเฟื้อ”
นอกจากการรณรงค์ปลุกจิตสำนึก ปลุกจิตวิญญาณให้คนไทยรักศักดิ์ศรี “อย่าให้ใครว่าไทย” ตามหลักปรัชญาฯ ของในหลวงแล้ว นายอภินันท์มองว่าข้าราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ก็จำเป็นต้องเอาหลักปรัชญาฯ นี้ไปปรับใช้ เพราะปัจจุบันเกิดเสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนมากมายเกี่ยวกับการให้บริการของภาครัฐ (บางส่วน) ที่อาจจะมองว่าตนเองอยู่เหนือประชาชน ทั้งนี้ อดีตนายอำเภอเจ้าของรางวัลนายอำเภอแหวนเพชรหรือนายอำเภอของประชาชน และรางวัลข้าราชการตัวอย่าง ปี 2532 ย้ำว่า ราชการคือผู้ให้บริการประชาชน มิใช่เจ้าคนนายคนดังคำอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ที่ว่า “ขอให้เป็นเจ้าคนนายคนนะ”

“ต้องเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่ เพราะสอนมาผิดตั้งแต่เล็กๆ อวยพรว่าไปเป็นเจ้าคนนายคน เด็กหลายคนที่เติบโตมาก็เลยเป็นนายหมด บางคนเป็นข้าราชการเด็กๆ ก็รู้สึกว่าเป็นเจ้าคนนายคนแล้ว ซึ่งมันไม่ถูก อันดับแรกต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติก่อนว่าเราต้องเป็นผู้ให้บริการประชาชน ทุกตำแหน่งครับ ไม่ว่าจะเป็นมหาดไท กระทรวง ทบวง กรม คุณจะเป็นหมอ คุณก็มีหน้าที่ให้บริการประชาชน หมอก็ไม่ใช่นายประชาชน นายอำเภอก็ไม่ใช่นายประชาชน ผู้ว่าก็ไม่ใช่นายประชาชน ทุกตำแหน่งถือว่าต้องเป็นผู้ให้บริการประชาชน เพราะเราก็ต้องรับเงินเดือนจากภาษีอากรจากประชาชน”
“คนมาติดต่องานผมสั่งสอนลูกน้องเสมอว่า ‘คนมาติดต่อราชการนั้นทำงานตามหน้าที่ ไม่มีเรื่องบุญคุณ’ เขาจะมาแจ้งเกิด แจ้งตาย แจ้งย้าย ไม่มีบุญคุณ เพราะนั่นคือหน้าที่ที่เราต้องทำ ไม่ใช่ว่าจดทะเบียนสมรสให้คู่นี้แล้วจะเป็นบุญคุณตลอดชีวิต ไม่ใช่ นั่นคือหน้าที่ เราต้องปฏิบัติ นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราต้องยึดถือ และเปลี่ยนแนวคิดใหม่ทุกตำแหน่ง”


“คนไปหาหมอ หมอที่โรงพยาบาลคุณก็กินเงินเดือน คุณไม่ใช่บริการฟรีนะ ฟรีนั้นเป็นเรื่องของรัฐ คุณหมอทั้งหลายท่านก็คือผู้ให้บริการประชาชน ทุกตำแหน่งอันดับแรกต้องมองให้ทะลุปรุโปร่งถึงหลักแนวคิดในการดำเนินชีวิตก่อน ฉะนั้นข้าราชการ ณ วันนี้ต้องเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ คุณอยู่ในตำแหน่งใดก็ต้องทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดีที่สุด อยู่กรมประชาสัมพันธ์ ทำประชาสัมพันธ์จังหวัด ทำหน้าที่สนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร คุณเป็นตำรวจ คุณมีหน้าที่ดูแลปกป้องทุกข์สุขของประชาชน ประชาชนมีทุกข์มีภัยต้องดูแล บ้านไหนถูกยกเค้านั่นคือความบกพร่อง แสดงว่าคุณดูแลไม่ทั่วถึง หน่วยงานทุกหน่วยงานเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น เทศบาล อบต.ทั้งหลายคุณต้องมีหน้าที่ให้บริการ ท้องถิ่น ขยะ เรื่องน้ำเน่า น้ำเสีย เป็นหน้าที่ครับ ทำแล้วไม่ต้องประกาศว่าเป็นบุญคุณของใคร เพราะไม่ใช่เงินส่วนตัวมาทำให้ประชาชน เป็นเงินจากภาษีของรัฐที่มาทำ สิ่งเหล่านี้ต้องปรับ เราต้องมีจิตวิญญาณของการเป็นผู้ให้บริหารและรับใช้ประชาชน”
หลังจากงานโฆษณาชิ้นต่างๆ ออกสู่สายตาประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างตบเท้าเข้าร่วมมากมาย เพื่อร่วมผลักดันหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบและการปรับใช้กับหน่วยงานของตนเอง โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า

“อย่าให้ใครว่าไทย” ซึ่งถือเป็นวลีเด็ดที่เข้ามากระตุกจิตสำนึกภายในองค์กรต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
“ขณะนี้มีเครือข่ายที่มาร่วมกับเรา 90 กว่าองค์กรแล้ว เช่น SCG หน่วยงานภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชนเยอะมากเข้ามาร่วมขอเป็นองค์กรที่จะผลักดันต่อไป แต่ละองค์กรก็จะนำหลักปรัชญาฯ เหล่านี้ไปสู่องค์กรตัวเอง ซึ่งก็เรียนว่ามันขยายได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่น่ายินดีครับว่า การที่ได้จับมือกันทำงานร่วมกับภาคเอกชนสามารถสร้างเครือข่าย ขณะนี้ในแต่ละหน่วยงานเขาก็ไปสร้างแนวคิดของตัวเอง ไปหน่วยงานไหนเขาก็บอกอย่าให้ใครว่าไทยเป็นอย่างนี้ อย่าให้ใครว่าองค์กรนี้ขี้เกียจ อย่าให้ใครว่าเราขี้โกง อย่าให้ใครว่าเราเอาเปรียบชาวบ้าน แม้กระทั่งภาคอุตสาหกรรมก็เอาไปใช้ บางคนบอกเอาไปใช้ยังไง ไม่ลงทุนเหรอ ไม่ใช่ การลงทุนของธุรกิจนั้นก็ต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท เช่น ต้องประเมินสถานการณ์โลกว่าเป็นยังไง ต้องประเมินสถานการณ์ผู้บริโภคว่าเป็นยังไง หลักดีมาน – ซับพลาย ไม่ใช่มีเงินก็ลงทุนอย่างเดียวโดยไม่ประเมิน แล้วต้องไม่เอาเปรียบประชาชนด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถเอาไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง”
“ผมอยากจะกราบเรียนว่าพระมหากษัตริย์ไทยไม่มีที่ใดเหมือน พระองค์ดูแลพสกนิกรชาวไทยเหมือนลูกคนหนึ่ง ไม่ว่าจะให้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินชีวิต หรือช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องต่างๆ มากมาย ไม่ใช่เฉพาะพระมหากษัตริย์นะครับ พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ถ้าท่านจะดำเนินชีวิตแบบกษัตริย์ทั่วไปก็ได้ แต่ท่านทรงเหน็ดเหนื่อย ทรงดูแลพี่น้องทั่วประเทศ มีคนกล่าวว่า ‘ไม่มีแผ่นดินใดในประเทศไทยที่ไม่มีรอยพระบาท’ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะฉะนั้นคนไทยต้องตระหนักในเรื่องของความกตัญญูต่อพระองค์ท่านให้มาก” อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวทิ้งท้าย

 

แผนที่มูลนิธิครอบครัวพอเพียง

Map